สรุป Session: AI Trends: Vision 2026 for the Intelligent Future เทรนด์ AI 2026: วิสัยทัศน์สู่จินตนาการใหม่ในโลกธุรกิจ จากงาน Future Trends Ahead Summit 2026 โดยคุณกระทิง เรืองโรจน์ พูนผล, ประธานกลุ่มบริษัท KASIKORN

AI ยังดัง แต่การเมือง ทำให้ทิศทางเปลี่ยน

คุณกระทิงเล่าว่า ไป Davos 2026 เดิมทีทุกคนคุยเรื่อง AI กันหนักมาก

  • แต่พอ Donald Trump เข้ามาบรรยากาศเปลี่ยน เพราะคน ๆ เดียวสามารถ Disrupt ทั้งวงการได้

Trend 1: AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีแล้ว เป็นสินทรัพย์ทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจสำหรับมหาอำนาจโลก

  • คุณกระทิงย้ำว่า AI Wave รอบนี้ของจริง เป็นปีแห่งความหวังท่ามกลางความปั่นป่วน และมันพ้นการเป็นแค่ Technology Decision ไปแล้ว เพราะมันกลายเป็น:
    • Economic decision (ตัดสินใจเรื่องเศรษฐกิจและความสามารถแข่งขัน)
    • Geopolitic decision (เกี่ยวกับอำนาจต่อรองระดับประเทศ/ภูมิภาค)
    • National asset / National security / Sovereignty (ทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ)

จุดหักศอก 2 ครั้ง: 2025–2026 และ 2030

  • คุณกระทิงเล่าว่า AI/Tech จะมีจุดหักศอก 2 รอบ
    • รอบแรก: 2025–2026 (ช่วงนี้เลย) คือโลกเริ่มเปลี่ยนโครงสร้างจริง ๆ
    • รอบ 2: ช่วง 2030 เป็น Tipping point อีกรอบ และถ้า Quantum Computing เข้ามาชนกับ AI โลกจะเปลี่ยน กลับไปเหมือนเดิมไม่ได้

AI Sovereignty กำลังเป็นหัวข้อใหญ่

  • คุณกระทิง ยกตัวอย่างวงสนทนาแบบปิด กับกลุ่มผู้นำระดับ Chairman ของบริษัทใหญ่ ๆ ว่า ยุโรปกำลังคิดเรื่อง ประชาธิปไตยทางด้าน AI หรือพูดง่าย ๆ คือ ต้องมีอธิปไตยด้าน AI ของตัวเองไม่ใช่แค่เรื่อง โมเดล แต่ทั้งห่วงโซ่:
    • Data
    • Chip
    • Energy
    • Cloud / Infrastructure

เหตุผล คือ ยุโรปไม่อยากพึ่งแค่ 2 ค่ายหลัก (จีน/สหรัฐ) เพราะถ้าเสียเอกราชด้าน AI จะกลายเป็นแค่ ผู้บริโภค

ลงทุน Data Center เยอะ…แต่จ้างงานน้อย

  • คุณกระทิงโยนคำถามว่า Data Center ใหญ่ระดับ 13 สนามฟุตบอลจ้างงานกี่คน?
    • เขายกตัวเลขประมาณ 20 คน

สิ่งที่เขากำลังชี้คือ ถ้าประเทศดึงการลงทุนเข้ามา แต่ไม่มีบทสนทนาเรื่อง Sovereignty/การต่อยอดคุณค่า ประเทศอาจเป็นแค่ ทางผ่าน และ ผู้จ่ายงานเติมเงินให้คนอื่นมากกว่าจะได้ Ripple Effect ที่แท้จริง เพราะ AI เป็นวาระระดับชาติและระดับภูมิภาค ความร่วมมือระดับภูมิภาคเป็นสิ่งจำเป็นขั้นต่ำ

Bottleneck ใหม่ของโลกไม่ใช่ Training แต่คือ Infrastructure + ทรัพยากร

  • คุณกระทิงพูดถึง Resource Bankruptcy หรือสภาพที่ทรัพยากรเริ่มไม่พอ เช่น Data / Land, พลังงาน, น้ำ, ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

พร้อมย้ำว่า Bottleneck ตอนนี้ย้ายมาอยู่ที่ Infrastructure มีการอ้างถึงการลงทุนมหาศาลใน AI Infrastructure และความต้องการพลังงานระดับสูงมากจนเกิด Power gap มากถึง 117 GW เทียบเท่ากับบ้านครัวเรือนตั้ง 22.5 – 30 หลังในสหรัฐฯ แปลว่าเรื่อง AI ไม่ใช่คุยแค่ Reskill หรือ AI แย่งงาน แต่ต้องคุยถึง Policy level และ National agenda แล้ว

Trend 2: The AI Economy Will Be Won on Efficiency

  • คุณกระทิงบอกว่า
    • ปีที่แล้ว = ปีทดลอง
    • ปีนี้ = ปีวัดผล ใครทำ AI ได้คุ้ม และ มีประสิทธิภาพ คือ ผู้ชนะ

และเล่าถึง Pain point:

  • 74% ของ CIO/IT Leaders บอกว่า ต้นทุน AI สูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้
  • ปีนี้ CFO จะเริ่มเข้ามากดดันหนัก เพราะต้องเห็น ROI
  • การทำ AI มีต้นทุนแฝงเยอะ โดยเฉพาะเรื่อง Legacy system / Technical debt

คุณกระทิงเน้นย้ำว่า อย่าเพิ่งแต่งงานกับโมเดลใดโมเดลหนึ่ง เพราะโมเดลเปลี่ยนเร็ว → ทำ Architecture แบบยืดหยุ่น / plug-and-play

Trend 3: Value Discipline จากทดลอง → การ Scale และ Productivity จริง

  • คุณกระทิงบอกว่า ปีนี้จะเริ่มเห็น Productivity แบบจับต้องได้:
    • Centaur: คนกับ AI แบ่งงานกันทำ
    • Cyborg: เอา AI ฝังเข้าไปในงานคนแบบแนบเนียน

คู่แข่งน่ากลัว คือ AI-native company/startup

  • สตาร์ทอัพ AI ระดับ Top 25% สร้างรายได้ประจำปี (ARR) 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน 3.5 ปี (มัธยฐาน)

บ่งชี้ว่า มาตรฐานใหม่ จะเริ่มวัดกันที่ เงินเดือนของพนักงาน และองค์กรต้องกลับมามองเรื่องนี้จริงจัง

Trend 4: Agentic Enterprise เข้าสู่แกนหลักแล้ว แต่มีข้อจำกัดและความเสี่ยง

  • คุณกระทิงบอกว่า AI Agent กำลังขยับจาก
    • Chatbot ธรรมดา → Agent ที่ ทำงานแทนคนได้, วางแผนได้, ตัดสินใจได้

แต่ความเสี่ยง คือ ถ้า Agent ตัดสินใจผิด หรือหลุดกรอบ governance จะเกิดอะไรขึ้น?

  • ปีนี้จึงเป็นปีที่ต้องทำ AI Governance จริงจัง พร้อมแนวคิด Human in the loop ที่กำลังขยับเป็น

Human on the loop (คนคอยกำกับ) เป็น Human over the loop (คนถอยมาคุมภาพรวม/ควบคุม)

  • ผู้บริหารในองค์กรที่ใช้ Gen AI จำนวน 52% มี AI Agents ใช้งานจริงใน production แล้ว จนเกิดเป็น AI Value Management

มี Use Case ได้หลายแบบ

  • Customer Service = บริการลูกค้า
  • Cybersecurity = ความปลอดภัยไซเบอร์
  • Tech Support = ฝ่ายช่วยเหลือด้านเทคนิค
  • Product Innovation = นวัตกรรมสินค้า/การพัฒนาผลิตภัณฑ์

Trend 5: World Model เกมใหม่หลังยุค LLM

  • คุณกระทิงบอกว่า การแข่งขัน LLM ใกล้จบ และเริ่มเข้าสู่ยุค World Model คือ โมเดลที่เข้าใจโลกจริง และการปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม
    • เช่น หุ่นยนต์ในโรงงาน รถไร้คนขับ การเข้าใจฟิสิกส์/แรงโน้มถ่วง/การชนกำแพง ฯลฯ

แล้วโยงไปภาพใหญ่กว่าเดิมว่าอนาคตอาจไปสู่ การเข้าใจชีวภาพมนุษย์/โปรตีน/เซลล์ → ส่งผลต่อการแพทย์ การค้นพบยาใหม่

Trend 6: Software Development เปลี่ยนโหมด Ca-Saas-trophe

  • คุณกระทิงบอกว่า ซอฟต์แวร์จำนวนหนึ่งถูกเขียนด้วย AI แล้ว และแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ:
    • บริษัทที่ทีม IT แข็ง อาจทำซอฟต์แวร์ใช้เอง แทนการจ่าย SaaS รายเดือน
    • โมเดลธุรกิจซอฟต์แวร์จะขยับจาก Subscription ไปเป็น Consumption / Outcome-based
    • งานพัฒนาและส่งมอบซอฟต์แวร์จะกลายเป็นอุตสาหกรรมแรกที่เป็น AI-Native

จึงเกิด Ca-Saas-trophe (SaaS กำลังโดน AI-native disrupt)

Trend 7: Trust & Governance จำเป็น และเลี่ยงไม่ได้

  • คุณกระทิงย้ำว่า Governance คือ รั้วที่จำเป็น
    • ภายในช่วงไม่กี่ปี องค์กรต้องยกระดับแนวคิด Zero Trust และทำเรื่อง AI Governance/Alignment จริงจัง
    • เทคโนโลยีอันตรายที่โลกเคยร่วมมือกันคุม ได้คือ Nuclear
    • AI Containment มองว่า AI น่ากลัวไม่ต่างกัน เพราะถ้าเกินควบคุม ต้องมีแนวทาง containment

Trend 8: Work Will Be Redefined by AI, But Will Never Be Eliminated

  • AI จะเปลี่ยนรูปแบบงาน แต่งานจะไม่หายไปหมด งานจะถูกจัดใหม่ บทบาทคนเปลี่ยนมากกว่า เมื่อก่อนคนทำ Task A → B → C → D เอง

แต่แบบใหม่ คือ AI Agents ทำหลายช่วงให้ กระบวนการทำงานจะถูกสร้างใหม่ มีมนุษย์คอยกำกับดูแล และจะมีการเปลี่ยนไปสู่การปรับทั้งกระบวนการทำงานใหม่ โดยมีทั้งมนุษย์และ Agentic Coworkers ทำงานร่วมกัน แล้ว คนกลายเป็นคนคอยดู, รีวิว, อนุมัติ ให้มันไม่หลุด ไม่พัง

งานจะถูก Redefine มากกว่าถูกลบหาย ทักษะต้องเปลี่ยนประมาณครึ่งหนึ่ง

  • คุณกระทิงสรุปว่า
    • งานจำนวนมากจะไม่หายทั้งก้อน แต่จะเปลี่ยนในระดับ Task
    • คนจะขยับบทบาทไปเป็นคน Orchestrate มากขึ้น (Human in the Lead)
    • ทักษะที่ต้องใช้จะเปลี่ยนไปมาก (เขาย้ำว่า ประมาณครึ่งหนึ่ง)

และพูดถึงโอกาสของไทยว่า

  • ประเทศไทยยังมีช่องว่างเรื่อง Tech worker อีกเยอะ
  • คนที่ชนะคือ คนธุรกิจที่รู้เทค และ คนเทคที่รู้ธุรกิจ

ในอนาคต ทีมทำงานจะไม่ใช่คนล้วนแล้ว แต่จะเป็นทีมผสม คนทำส่วนที่ต้องคิด/ตัดสินใจ ส่วน Agents ทำงานบางอย่างแทน และ Robots ไปทำงานภาคสนาม/งานที่ต้องใช้แรงหรือทำซ้ำ ๆ

Trend 9: Human Judgment และ Competence ยังเป็นแต้มต่อสุดท้าย

  • คุณกระทิงบอกว่า ต่อให้ AI เก่งขึ้นแค่ไหน สิ่งที่ยังเป็นของคน และสำคัญมาก คือ Human Judgment (การตัดสินใจแบบคน) กับ Competence (ความสามารถ/ความชำนาญจริง ๆ) เพราะสุดท้ายงานที่ต้องรับผิดชอบ ต้องเลือกทาง ต้องชั่งน้ำหนัก มันยังต้องใช้คนอยู่ดี

ตอนนี้มันเปลี่ยนเป็น คนไม่ได้แค่อยู่ในวงแล้ว คนต้องเป็นคนกำหนดกติกา คุมทิศทาง ตัดสินใจสุดท้าย ว่าอะไรควร/ไม่ควร ปล่อยให้ AI ไปทำเองได้แค่ไหน

คนส่วนใหญ่ที่นั่นเห็นตรงกันว่า AI คือ ความหวัง คือ มุมมองเป็นบวกมากกว่าเป็นภัย

ข้อสรุป:

AI กำลังขยับจาก ช่วยตอบหรือช่วยทำงานบางชิ้น เป็นเหมือนเพื่อนร่วมทีมที่ทำงานแทนได้หลายช่วงของกระบวนการ แต่คนยังต้องเป็นคนกำหนดทิศและตัดสินใจ คนที่จัดระบบให้ลองไว ปรับไว วางกติกาให้ชัด แล้วค่อยขยายใช้จริงแบบไม่พังและไม่หลุดคุม

Source:

สดจากงาน Future Trends Ahead Summit 2026