โดย Insightist™ | เผยแพร่: 19 กรกฎาคม 2569 | อ้างอิง: จากงาน AI Preneur Day 2026
สรุปสาระสำคัญ
- 3 ทีมนักศึกษาขึ้นพิชต่อหน้ากรรมการจาก CPF Venture, depa และ Microsoft
- คนละสายงาน คนละปัญหา ผ้าไทยมูลค่า 59.6 พันล้านบาท, ขยะที่รัฐขาดทุน 10 เท่า, หัวใจแมวที่เงียบเกินไปจนอันตราย
- ทุกทีมมีตัวเลขจริงและวางเป้าหมายรายได้ถึงระดับร้อยล้านบาทใน 3-5 ปี
- กรรมการชี้จุดอ่อนตรงไปตรงมา ตั้งแต่กลุ่มเป้าหมายไปจนถึงความแม่นยำของฮาร์ดแวร์
สรุป Session: AI-Preneur Demo Pitching รับชมการนำเสนอผลงานและนวัตกรรม AI จากทีมผู้ผ่านเข้ารอบ จากงาน AI Preneur Day 2026 ครั้งที่ 1 โดย



- ทีม Laya.ai
- ทีม SafeMeow
- ทีม Robin
กรรมการประกอบด้วย
- คุณพีท Pollaratch วณิชยกุล, Director, CPF Venture, Team Leader, Digital Institute
- คุณธัชณวัฒน์ พิริยธนพัทธ์, Team Leader, Digital Institute (DEPA)
- คุณโบ๊ท สุวัฒน์ สังขยานนท์, Cloud Solution Architect, Prime Micro Credit by Microsoft
รูปแบบการแข่งขัน
- Pitching 10 นาที
- Q&A 10 นาที
- กระดิ่งเตือน 3 นาทีสุดท้าย
- เป่ายิ้งฉุบ เลือกลำดับการขึ้นเวที
ผล คือ ทีม Laya.ai Present ก่อน ตามมาด้วยทีม SafeMeow และ Robin ทีมสุดท้าย
Laya.ai: Every patterns tell a story
Pain Point / โจทย์ปัญหา
- ตลาดผ้าทอ/ผ้าไทยเติบโตมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มูลค่ารวมกว่า 1 แสนล้านบาท
- แต่กลุ่มผู้ผลิต/ชุมชนเข้าไม่ถึงโอกาสสร้างรายได้ — จากการลงพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน พบว่าขายได้บ้างไม่ได้บ้าง และลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเก่า
- จาก Customer Validation พบอุปสรรคฝั่งลูกค้า 2 ข้อ:
- ไม่มั่นใจเรื่องสี/ลวดลายว่าจะเข้ากับตัวเองไหมเมื่อสั่งออนไลน์
- ดีไซน์ในตลาดคล้ายกันเกินไป ทำให้ตัดสินใจซื้อช้า
Solution: Laya คืออะไร
- Fashion-Tech Platform ที่เชื่อมชุมชนทอผ้า ร้านทอผ้า และร้านตัดเย็บ เข้าด้วยกัน
- รวมแหล่งสินค้าผ้าไทยทุกชนิด พร้อมสั่งตัดได้ในแพลตฟอร์มเดียว
- ไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่เล่าเรื่องราวที่มา/เทคนิคการทอ เพื่อเพิ่มคุณค่าให้ลูกค้า
- มีฟีเจอร์ค้นหาลายอัตลักษณ์ตามภูมิภาค/จังหวัดทั่วประเทศ
Core Features
- Custom Design: เลือกดีไซน์ สี ลาย รูปทรง ระบบ Generate ตัวอย่างสินค้าให้ทันที
- AI Virtual Try-on: จำลองสินค้าบนตัวลูกค้าจริง เพิ่มความมั่นใจก่อนตัดสินใจซื้อ (ที่มา: ลูกค้ายอมจ่ายเพิ่ม 10-20% ถ้าดีไซน์เหมาะกับตนเองมากขึ้น)
- กลยุทธ์เศษผ้า: แนะนำชุมชนนำเศษผ้าไปทำของแมตช์กับสินค้าหลัก เช่น พวงกุญแจคู่กับกระเป๋า เพื่อเพิ่มรายได้ทั้งชุมชนและแพลตฟอร์ม
- เปลี่ยน Customer Journey จากที่ต้องเทียบร้าน คุยซับซ้อน ให้จบในแพลตฟอร์มเดียว เห็นดีไซน์เบื้องต้นได้ทันทีโดยไม่ต้องรอร้านตอบ
ขนาดตลาด
| รายการ | มูลค่า |
|---|---|
| ตลาดผ้าทอ/ผ้าไทยรวม | 59.6 พันล้านบาท |
| กลุ่มเป้าหมายศักยภาพซื้อ (E-commerce, Fashion e-commerce, OTOP ที่พร้อม) | 11.92 พันล้านบาท |
| ส่วนแบ่งที่คาดหวัง (~1%) | โอกาสรายได้ 119 ล้านบาท |
Demand – Supply
- Demand: Gen Z, First Jobber, กลุ่มคนทำงาน, Creator
- Supply: ชุมชนทอผ้า, ช่างตัดเย็บ, ดีไซเนอร์, แบรนด์ไทย
Business Model (3 Revenue Streams)
- B2C (ช่องทางหลัก): ค่าคอมมิชชัน 10% เก็บจากทุกออร์เดอร์บนแพลตฟอร์ม (ช่องทางหลัก)
- Laya Premium Membership: รายเดือน 149 บาท / รายปี 1,788 บาท ได้ส่วนลด/โปรก่อนใคร และปลดล็อก Virtual Try-on + Custom Design แบบไม่จำกัด
- B2B & B2G:
- B2B = โรงแรม/รีสอร์ต/องค์กรที่ต้องการ Uniform มีเอกลักษณ์
- B2G = โครงการของหน่วยงานรัฐ

เป้าหมาย Impact
- สร้างรายได้สู่ชุมชนมากกว่า 22 ล้านบาท
- ดึงร้านค้าเข้าร่วมมากกว่า 196 ร้าน
- เพิ่มมูลค่าเศษผ้าจากชุมชน และลดเศษผ้าจากการทำผ้าได้มากกว่า 70%
เงินลงทุน & แผนใช้เงิน
- ต้องการเงินลงทุนเริ่มต้น 2,000,000 บาท แบ่งเป็น:
- พัฒนาโปรดักส์ 480,000 บาท
- เปิดตัวตลาด ~400,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ส่วนที่เหลือ (~1,120,000 บาท)
ความสำเร็จของทีม
พัฒนารายามาตลอด 4 เดือน ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการ AI Preneur และเป็นทีมนักศึกษาทีมเดียวที่เข้ารอบไป Pitching กับ VC ในงาน Isan Pitching
Implementation Plan
ผ่านการ Validate มาแล้ว ปัจจุบันอยู่ในเฟส Pilot & Roll Out ได้คุยกับกลุ่มลูกค้าแล้ว กำลังมุ่งสู่ First Transaction ในเร็วๆ นี้
สิ่งที่ทีมกำลังมองหา (The Ask)
ไม่ได้มองหาแค่เงินลงทุน แต่มองหา Strategic Partner ด้าน Fashion และ Technology เพื่อช่วยสร้างคุณค่าให้ชุมชนทอผ้าและร้านตัดเย็บไทยให้ไปได้ไกลกว่าเดิม
คำถามบางข้อจากกรรมการ
- ผ้าไทยดูโบราณ จะทำให้ทันสมัยได้อย่างไร มี Collaboration กับแบรนด์ระดับโลกไหม?
- ทีมตอบว่า หลายร้านเริ่มปรับสินค้าเข้าถึงวัยรุ่น/วัยทำงานแล้ว เช่น ร้านพาร์ตเนอร์ กันเชอร์ ทำสไบสีพาสเทล ในอนาคตอยากร่วมมือกับแบรนด์ระดับ Jim Thompson หรือพิจิตรา เพื่อ Adapt ลาย เพิ่มความพรีเมียม และสื่อสารความเป็นไทยให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
- ตลาดนี้เป็น Traditional Business ผู้ขายส่วนใหญ่สูงวัย จะ Acquire Supplier อย่างไร?
- ทีมตอบว่า เน้นลงพื้นที่ชุมชนที่สนใจหาช่องทางรายได้ใหม่ ผู้ทอส่วนใหญ่สูงอายุไม่ถนัดเทคโนโลยีแต่ใช้ LINE ได้ ระบบจะยิงออร์เดอร์ผ่าน LINE ให้ Approve ในช่วงเฟสแรก/Demo ทีมยังต้องลงพื้นที่เข้าหาร้านค้า/ชุมชนโดยตรง

SafeMeow: พี่เลี้ยงอัจฉริยะติดตามสุขภาพแมว ตลอด 24 ชม.
Pain Point / จุดเริ่มต้นของปัญหา
Case Study เปิดเรื่อง: คุณบิวตี้ เจ้าของแมวที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ แมวดูสุขภาพดี ร่าเริงตลอด แต่วันหนึ่งที่ต้องออกไปทำงาน แม้จะมีกล้องวงจรปิดแต่ไม่สามารถเฝ้าดูได้ตลอด 24 ชั่วโมง กลับมาบ้านพบว่าแมวเสียชีวิตไปแล้วโดยไม่ทันรู้ตัว
Pain Point หลัก 3 ข้อ (จากการสัมภาษณ์เจ้าของแมวโรคหัวใจ):
- ความเงียบ แมวเป็นสัตว์ที่ซ่อนอาการเก่งมาก กว่าเจ้าของจะรู้ตัวก็เข้าขั้นวิกฤตแล้ว
- เวลา ไม่มีใครสามารถนั่งเฝ้าแมวได้ตลอด 24 ชั่วโมง
- ภาระตกอยู่ที่เจ้าของ ต้องนับอัตราการหายใจเอง จดบันทึกใน Excel เอง และการจับ/สัมผัสแมวบ่อย ๆ ยิ่งทำให้แมวเครียดกว่าเดิม

Solution: SafeMeow Collar System
ไม่ใช่แค่ปลอกคอ แต่เป็น “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” ที่ติดตามสุขภาพแมวต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ส่งมอบคุณค่าหลัก 3 ข้อ:
- รู้ไว แจ้งเตือนทันทีผ่านแอปพลิเคชันเมื่อพบสิ่งผิดปกติ พร้อมคำแนะนำการดูแล
- ใส่ใจ เฝ้าติดตามดูแลต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
- รักษาตรงจุด เก็บข้อมูลย้อนหลังส่งต่อให้สัตวแพทย์ใช้ประกอบการวินิจฉัย
3. Product Detail
Hardware: ปลอกคอที่ออกแบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของแมวเป็นหลัก ใช้เซนเซอร์ประเภท Gyroscope Sensor วัดการเคลื่อนไหว/การขยับ (ไม่ใช่วัดชีพจรโดยตรง) แล้วจำแนกลักษณะคลื่นการเคลื่อนไหวด้วยสมการคณิตศาสตร์เบื้องต้น
เหตุผลที่เลือกทำเป็นปลอกคอ (ไม่ใช่เสื้อเกราะหน้าอก): แม้การวัดจากหน้าอกจะให้ข้อมูลตรงกว่า แต่แมวไม่สามารถใส่ชุดครอบหน้าอกได้นาน ๆ ทีมจึงเลือกทำเป็นปลอกคอแทน ซึ่งความแม่นยำไม่ต่างจากวัดที่หน้าอกมากนัก
Application:
- มี AI สรุป Insight สุขภาพแมว
- ฟีเจอร์ออกแบบตาม Feedback จริงของเจ้าของแมว
- ระบบ AI Insight Monitor: เส้นสีเขียว = Baseline ปกติของแมวตัวนั้น, สีเหลือง = ช่วง Warning ต้องเฝ้าระวัง, สีแดง = ช่วงอันตราย
- ติดตามอัตราการฟื้นฟูจาก Activity, การนอนหลับ, ความเครียดของแมว, การดื่มน้ำ
- แจ้งเตือนเรื่องยา (Validate กับสัตวแพทย์แล้วว่าแมวโรคหัวใจมักมีโรคไตร่วมด้วย)
- สรุปสุขภาพย้อนหลัง
- Gimmick เทียบอายุแมวกับอายุคน
- เมื่ออัตราการหายใจผิดปกติ แอปจะแจ้งว่าควรทำอะไร และหากอาการหนักขึ้นจะแจ้งเตือนสีแดง
การเก็บ Baseline: เก็บข้อมูล Baseline 7 วันแรกของแมวแต่ละตัว เพื่อให้ค่าปกติตรงตามลักษณะเฉพาะของแมวตัวนั้น (อัตราการหายใจ/นิสัยต่างกันในแต่ละตัว) ใช้ 2 Condition ร่วมกันคือ Condition จากงานวิจัย + Condition จาก Baseline ที่เก็บเอง
ผลทดสอบ Prototype: นำไปให้แมวจริงลองใส่ แมวไม่สลัดออก เจ้าของแมวยืนยันว่าพร้อมซื้อหากมีสินค้าจริง ด้าน Hardware สามารถแยก Activity ของแมวได้แล้ว แต่การแยกอัตราการหายใจขณะนอนหลับยังทำไม่ได้แม่นยำ (เพราะอุปกรณ์ยังมีขนาดใหญ่ ทำให้แมวสั่น/ขยับ) อย่างไรก็ตามมีงานวิจัยอ้างอิงที่ทดสอบกับคนแล้วได้ผลในระดับที่ยอมรับได้
Validation: สัตวแพทย์ยืนยันว่า หากปลอกคอมีความแม่นยำมากพอ ก็พร้อมแนะนำให้เจ้าของแมวนำไปใช้จริง
Go-to-Market Strategy
เริ่มเจาะตลาดจากกลุ่มเจ้าของแมวที่ป่วยเป็นโรคหัวใจจริง ๆ ก่อน แล้วจึงขยายสู่ตลาดอุปกรณ์สุขภาพแมวทั่วไป โดยคาดการณ์รายได้กว่า 320 ล้านบาทภายใน 3 ปี จากการขายปลอกคอทั้งหมด 50,000 ชิ้น
Revenue Model (2 ส่วนหลัก)
- ขายปลอกคอ + Hardware แบบ B2B2C ผ่านคลินิก
- ขายปลอกคอ + Subscription แบบ B2C ผ่านคลินิก
Exit Opportunity
มองเป็น Strategy M&A ร่วมกับเครือโรงพยาบาลสัตว์ชั้นนำของประเทศไทย
แผน 3 ปี
- ปีที่ 1: วิจัยและเก็บข้อมูลร่วมกับคณะสัตวแพทย์ ขายปลอกคอ 500 ชิ้น ควบคู่กับกลุ่มทดลองแรก
- ปีที่ 2: ขยายสู่ตลาดโรงพยาบาลสัตว์ทั่วประเทศ พร้อมโมเดลหารายได้รูปแบบใหม่
- ปีที่ 3 เป็นต้นไป: ขยายสู่ตลาดต่างประเทศ เป้าหมายแรกคือญี่ปุ่น เพราะเป็นประเทศที่มีตลาดแมวมูลค่าสูง
คำถามบางข้อจากกรรมการ
- ถ้าเป็นปลอกคอ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเซนเซอร์อยู่ตรงไหน ถ้ามันขยับไปมา ข้อมูลจะเพี้ยนไหม?
- ทีม SafeMeow ตอบว่า มีการเก็บ Baseline 7 วันของแมวแต่ละตัวก่อน เพื่อให้ข้อมูลตรงตามลักษณะเฉพาะของแมวตัวนั้น (อัตราการหายใจ/นิสัยต่างกัน) โดยใช้ 2 Condition ร่วมกัน คือ Condition จากงานวิจัย และ Condition จาก Baseline ที่เก็บเอง
- ที่บอกว่ามันสามารถวัดชีพจร/การหายใจของแมวจากคอ หรือวัดจากตรงไหน ถ้าสัตว์มีขนเยอะ วัดที่คอจะได้ข้อมูลเป็นชีพจรไหม
- ทีม SafeMeow ตอบว่า Sensor เป็น Gyroscope Sensor วัดการขยับหน้าอก แต่การทำเป็นเสื้อเกราะครอบหน้าอกไม่ตอบโจทย์ เพราะแมวใส่ของตรงหน้าอกนาน ๆ ไม่ได้ จึงเลือกทำเป็นปลอกคอแทน ซึ่งความแม่นยำไม่ต่างจากวัดที่หน้าอกมากนัก

Robin
Pain Point
- รัฐบาลเสียงบประมาณจัดการขยะ 20,000 ล้านบาท/ปี แต่เก็บค่ากำจัดขยะจากภาคเอกชน/ประชาชนได้เพียง 2,000 กว่าล้านบาท → ขาดทุนอยู่ราว 10 เท่า
- ผลคือภาระถูกผลักไปยังสถานประกอบการในกทม. โดยค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ซึ่งคิดเป็นเงินหลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อสถานประกอบการ
ทำไมการแยกขยะถึงช่วยลดค่าใช้จ่าย
ค่าธรรมเนียมของกทม. คิดตามปริมาณขยะที่ส่งขึ้นรถขยะ ถ้าสถานประกอบการแยก Recycle และขยะพลังงานออกได้มาก ก็จะส่งขยะมูลฝอยลงรถน้อยลง → ค่าธรรมเนียมลดลงตามไปด้วย แม้ลดได้ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ก็เป็นเงินจำนวนมากเมื่อฐานค่าธรรมเนียมอยู่ในหลักแสน-ล้าน
วิกฤตสิ่งแวดล้อม
- ลำดับการจัดการขยะที่ดีที่สุดไปแย่ที่สุด: การละ(เลี่ยงสร้างขยะ) → ลด → ใช้ซ้ำ → Recycle → Recovery → ฝังกลบ
- ปัจจุบันไทย “ฝังกลบ” ซึ่งแย่ที่สุด กลับเป็นวิธีหลัก ก่อผลเสีย: สารพิษปนเปื้อนดิน/น้ำ/อากาศ, ก๊าซเรือนกระจก, เสี่ยงไฟไหม้ (ตามข่าวบ่อยๆ), ไมโครพลาสติกย้อนกลับสู่ชีวิตประจำวัน
- ไทยมีสถานที่กำจัดขยะราว 2,000 แห่ง โดย 1,900 แห่ง กำจัดอย่างไม่ถูกวิธี
ต้นตอปัญหา
ปัญหาขยะปนกันเกิด ตั้งแต่ต้นทาง พอผ่านการเก็บขนไปถึงโรงงานปลายทางก็สายเกินจะแยกใหม่ แม้จะมีป้ายแยกประเภทติดไว้ แต่คนจำนวนมากไม่เข้าใจวิธีแยก (มีรายละเอียดเยอะ) หรือไม่สนใจป้ายเลย ทำให้สถานประกอบการหลายแห่งที่ทีมไปคุยมาถอดใจ เลือกส่งขยะรวมทั้งหมดขึ้นรถกทม.ไปเลย
แรงบันดาลใจ
เคสสามย่านมิตรทาวน์: คนเยอะ ขยะเยอะ แต่จัดการได้ดี เพราะมีแม่บ้านยืนสแตนด์บายคัดแยกขยะหน้าถังตลอดเวลา → จุดประกายไอเดีย Robin
Solution: Robin
- วิธีใช้: User ทิ้งขยะลงกล่องรับ → กล้อง + บอร์ดประมวลผล AI จับภาพระบุประเภทขยะ → สั่งกล่องรับเลื่อนไปปล่อยขยะในช่องที่ถูกต้อง (เสมือนมีแม่บ้านคอยบอก)
- มี Dashboard ให้ลูกค้าใช้วิเคราะห์ปริมาณขยะ และดูว่าประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เท่าไหร่
- ไอเดียต่อยอดที่ได้จากตอนไป Market Validation: ถังเวอร์ชันใหม่ที่ฝาจะเปิดอยู่ตลอด แต่จะ อนุญาตให้ทิ้งขยะได้ก็ต่อเมื่อทิ้งถูกประเภทเท่านั้น


เทียบ Flow เก่า vs ใหม่
- เก่า: ทิ้งผิดประเภท → ต้องมาแยกหลังบ้าน (ยาก/ซับซ้อน/cost สูง) → Recycle ได้น้อย → ส่วนใหญ่จบที่หลุมฝังกลบ
- ใหม่: ทิ้งลงถัง Robin → แยกถูกต้องตั้งแต่แรก → Treatment ตามประเภทขยะอย่างเหมาะสม → มูลค่ากลับคืนสู่ Circular Economy
- อาศัย First-mover advantage ทำก่อนจะมี Data มากกว่าคู่แข่ง ได้เปรียบกว่า ส่วนฮาร์ดแวร์จะจดสิทธิบัตร (Patent)
Market Validation
- คุยกับสถานประกอบการมาแล้ว 8+ แห่ง
- Pilot ที่ใช้งานจริงแล้ว 1 แห่ง ที่วิศวะจุฬาฯ + มี Pilot Agreement เพิ่มอีก 3 แห่ง
- กลุ่มที่สัมภาษณ์ครอบคลุมหลาย Segment เช่น สนามบิน, มหาวิทยาลัย, โรงเรียน, โรงพยาบาล (รายละเอียดจำนวนที่แน่ชัดของแต่ละกลุ่มในบทถอดเสียงไม่ชัดเจน/สับสน จึงขอไม่ระบุตัวเลขที่แน่นอนเพื่อความถูกต้อง)
- 3 องค์กรแรกที่คุยด้วยค่อนข้างสนใจ Solution มาก และมี Use Case ที่ดี 2 กลุ่มแรกโดนผลกระทบเรื่องค่าธรรมเนียมโดยตรง ส่วนกลุ่ม Hospital สนใจเป็นพิเศษ เพราะแบกรับต้นทุนค่าธรรมเนียมขยะสูงมาก
ขนาดตลาดและโมเดลรายได้
- ตลาด Smart Bin โลก: 6 แสนล้านบาท เติบโต 6% ต่อปี
- ตลาดไทย: 9 หมื่นล้านบาท
- โฟกัสกลุ่ม University + สนามบิน ในกทม. คำนวณจากจำนวนตึกเป้าหมาย x Average Contract Value ได้มูลค่าตลาดโฟกัสประมาณ 400 ล้านบาท และทีมคาดหวังรายได้ที่จะได้จริงประมาณ 40 ล้านบาท
- Revenue Model:
- 1. ขายฮาร์ดแวร์
- 2. ค่า Subscription
- 3. ค่า Maintenance แบ่งเป็น Preventive และ Corrective
- 4. บริการขนส่งขยะ ผ่านพาร์ตเนอร์ (ทีมไม่ได้ทำเอง)
- ตัวสินค้า: ถัง 1 ยูนิต มีให้เลือก 3 แบบ (2 ช่อง สำหรับที่ขยะไม่เยอะ / 3 ช่อง สำหรับที่ขยะเยอะ) จากผลวิจัยพบว่าส่วนใหญ่ต้องการแบบ 3 ช่อง
- มีการตั้งราคาขายฮาร์ดแวร์ไว้ (ตัวเลขราคาปรากฏบนสไลด์ แต่ไม่ได้พูดระบุตัวเลขในบทถอดเสียง)
คำถามบางข้อจากกรรมการ
- ตัวเลขบน Dashboard (หน่วยบาท) เป็นตัวเลข Actual จริงหรือไม่?
- ทีม Robin ตอบว่า เป็นตัวเลขประมาณการ ที่คาดการณ์จากข้อมูลจริงที่เก็บมา ยังไม่ใช่ Actual 100%
- เทคโนโลยีเป็น Hardware + Software ล้วน มั่นใจได้ยังไงว่าจะไม่ถูก Copy?
- ทีม Robin ตอบว่า อาศัย First-mover advantage ทำก่อน มี Data มากกว่า ได้เปรียบกว่า ส่วนฮาร์ดแวร์จะจด Patent
- Journey ขยะจากห้างไปยังพื้นที่จัดการขยะ ทีมจัดการเองหรือไม่?
- ทีม Robin ตอบว่า ไม่ได้ทำเอง เป็นส่วนที่ให้ พาร์ตเนอร์ หรือ ทางห้าง เป็นผู้จัดการ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ทั้ง 3 ทีมเป็นใคร
A: นักศึกษาที่ผ่านการพัฒนาโครงการมาแล้วหลายเดือนก่อนขึ้นพิชกับกรรมการตัวจริงในงาน AI-Preneur Day 2026 ครั้งที่ 1
Q: มี Prototype จริงหรือแค่ไอเดียบนกระดาษ
A: มีของจริง ทั้ง SafeMeow ที่ทดลองสวมกับแมวจริง และ Robin ที่มี Pilot ใช้งานอยู่ที่วิศวะจุฬาฯ
Q: ทีมไหนน่าจับตามองที่สุด
A: แต่ละทีมแข็งแรงคนละด้าน Laya.ai แน่นเรื่องโมเดลรายได้ SafeMeow แน่นเรื่อง Pain Point ที่ชัดเจน ส่วน Robin มีขนาดตลาดใหญ่ที่สุด
Q: ขั้นต่อไปของแต่ละทีมคืออะไร
A: ทุกทีมอยู่ในช่วง Pilot และ Roll Out ก่อนขยายตลาดตามแผน 3-5 ปีที่วางไว้
ถ้าคุณสนใจข่าวสารนี้ ให้ Add Line OA เพิ่ม: https://lin.ee/ulsmCKk
Source:
จากงาน AI Preneur Day 2026




