สรุป Session: Twists & Turns 2026: On AI Sustainability Longevity & Geopolitics ว่าด้วยเทรนด์เอไอโลกร้อน อายุยืนยาว ภูมิรัฐศาสตร์ และโอกาสของปี 2026 จากงาน Future Trends Aheead Summit 2026 โดยดร.สันติธาร เสถียรไทย, นักเศรษฐศาสตร์ นักเขียนและผู้บริหาร
เรากำลังอยู่ในยุคแข่งขันโหด (Age of Competition)
ดร.สันติธารชวนเช็กความรู้สึกในห้อง ไม่ว่าเป็นผู้ประกอบการ ผู้บริหาร พนักงาน หรือฟรีแลนซ์ หลายคนจะรู้สึกคล้ายกันว่า
- เดือนมกราคมเอง ก็ยาวเหมือนทั้งปี เพราะมีเรื่องกระแทกเข้ามาเยอะ
- ทำงานหนักขึ้น แต่เหมือนวิ่งเท่าเดิม แต่ไม่ไปข้างหน้า
- ยอดขายไม่โต งานไม่ง่ายเหมือนเดิม
เขาย้ำว่า นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาณจากการเปลี่ยนระเบียบโลก ที่ทำให้การแข่งขันเข้มข้นขึ้น และกระทบมาถึงชีวิตการทำงานของเราตรงๆ
2 แรงกดใหญ่ที่กำลังชนพร้อมกัน
- แรงกดที่ 1: โลกาภิวัตน์หมดโปร
- ดร.สันติธาร บอกว่า ยุคที่โลกโตด้วยการค้าโลกแบบพุ่งแรง ซื้อของจากที่ถูกที่สุด ขายของให้คนที่รวยที่สุด มีกติกากลาง ระบบพหุภาคี โครงสร้างการเงินโลก เป็นยุคพิเศษที่เกิดชัดๆ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และกินเวลาราว 80 ปี
- แต่วันนี้เครื่องยนต์แบบเดิม ไม่ได้แรงเหมือนเดิมแล้ว ไม่ได้แปลว่าส่งออกจะพังพรุ่งนี้ แต่ แปลว่า โลกจะไม่โตแบบเดิม และการแข่งขันจะย้ายรูปแบบไป
- แรงกดที่ 2: China Shock 2.0
- China Shock 1.0 คือ จีนเข้าระบบการค้าโลกแล้วใช้แรงงานราคาถูกดันกำลังผลิต
- China Shock 2.0 คือ จีนใช้ Scale + เทคโนโลยี (AI/Robotics/Automation) + การสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมจากรัฐ จนเกิดกำลังผลิตล้นโลกในหลายหมวด
กำลังผลิตของจีน เทียบกับ Demand ของทั้งโลก
- Solar Panel ~150%
- Lithium Battery >100%
- EV สูงมาก
- เครื่องปรับอากาศ สูงมาก
- เหล็ก สูง
- Furniture /
Fashion สูง
Over Supply มหาศาลเหล่านี้ เมื่อก่อนพยายามส่งไปขายอเมริกาและยุโรป แต่เมื่อภูมิรัฐศาสตร์แย่ลง สินค้าเหล่านี้ก็ไหลเข้ามาขายในเอเชีย ในอาเซียน ในประเทศไทย ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมกับที่ญี่ปุ่น ยุโรป เวียดนาม และทุกประเทศต่างก็ต้องแย่งหาตลาดเช่นกัน
ผลที่ตามมา คือ ของล้น ต้องหาตลาดใหม่
- เมื่อสหรัฐ/ยุโรปมีกำแพงมากขึ้น ของก็ไหลมาหาเอเชีย รวมถึงไทยและอาเซียน
ประโยคสำคัญที่เขาตอกย้ำ คือ เราอาจไม่ได้ไปสู้กับใคร แต่โลกมันวิ่งมาหาเรา ต่อให้เป็น SME ขายในประเทศ ก็หลีกไม่พ้นแรงแข่งขันจากสินค้าที่ไหลเข้ามา นี่คือ ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ภาพสะท้อนในไทย: โตช้าลง และแรงเครื่องยนต์ไม่เหมือนเดิม
- ดร.สันติธารชวนดูภาพเศรษฐกิจไทยแล้วให้สังเกต 3 อย่าง
- การเจริญเติบโตโดยเฉลี่ยช้าลงชัดเจน จากก่อนโควิดที่ได้ประมาณ 3.5% เหลือเพียงประมาณ 2.5% หลังโควิด
- ภาคอุตสาหกรรมแทบจะหายไป แทบไม่มีกำลังหรือเติบโตนิดเดียวหลังโควิด สะท้อนการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ทั้งในตลาดโลกที่ต้องสู้กับผู้เล่นจากจีน และในประเทศเองที่สินค้านำเข้าเข้ามาแข่ง
- ภาคบริการรวมถึงท่องเที่ยวยังโตได้ แต่เริ่มมีสัญญาณอ่อนแรง เพราะเวียดนาม อินโดนีเซีย และหลายประเทศกำลังลงทุนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พัฒนา Infrastructure และทำโปรโมชันเพื่อตีตื้นขึ้นมาแข่ง แม้แต่เรื่อง Wellness ก็ถูกกระทบเช่นกัน
ดร.สันติธาร บอกว่า พื้นฐานการแข่งขันมันจะถูกยกระดับขึ้นจริงๆ ไม่ใช่อนาคต มันเกิดขึ้นแล้ว และเกิดขึ้นมาเงียบๆ หลายปีแล้ว
ใช้ AI เพื่ออยู่ในเกมเดิมได้
- ถ้าอยากปักธงอยู่ในตลาดเดิมและทำเรื่องเดิม เราต้องเก่งกว่าเดิม โชคดีที่ยุคนี้ถึง แม้การแข่งขันจะโหดร้าย แต่ก็มี เทคโนโลยีที่ช่วยให้เราเก่งขึ้นได้ นั่นคือ AI ที่เปลี่ยนจากยุค Algorithm เป็น GenAI และก้าวสู่ Agentic AI
- คนที่จะได้ประโยชน์จาก AI มี 2 กลุ่มใหญ่ คือ คนสร้าง กับ คนที่ใช้เป็นและใช้เก่ง ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มในโลกใหม่
- Landlord AI
- เจ้าของโมเดลและชิป เช่น Anthropic, OpenAI, Google, Nvidia เก็บค่าเช่าไปเรื่อยๆ รวยแน่นอน
- Cyborg
- ไม่ได้สร้าง AI แต่ใช้เป็นและใช้เก่ง ผสมผสานความเชี่ยวชาญของตัวเองกับพลัง AI
- Human Touch
- ทำสิ่งที่ AI ทำไม่ได้จริงๆ จิตบริการ ความเข้าใจมนุษย์ Emotional Intelligence
- Displaced
- กลุ่มที่น่ากลัวที่สุด ถูกขับออกจากโลก กลายเป็นผู้แพ้ในยุคใหม่
ดร.สันติธาร บอกว่า สำหรับไทย การเป็น Landlord AI นั้นยากมาก แต่ในระดับ Application เฉพาะด้านที่เราเชี่ยวชาญ เช่น AI สำหรับ Healthcare ในประเทศกำลังพัฒนา, AI สำหรับเกษตร, AI สำหรับรถติด หรือ AI สำหรับการต่อต้าน Corruption สิ่งเหล่านี้คนไทยมีสิทธิ์สร้างและเอาไปขายทั่วโลกได้ แต่โอกาสที่สูงกว่า คือ การเป็น Cyborg องค์กรและคนที่ใช้ AI อย่างชาญฉลาด ซึ่งต้องมีองค์ประกอบครบ 3 ข้อ
3 ทางรอด + 1 ทางเสริม
1. ทางรอดที่ 1 3 Re ทางรอดสำหรับ Cyborg Organization
- 1. Reskill สร้างคนใช้ AI เป็น
- ไม่ใช่แค่เก่ง AI แต่ต้องเชี่ยวชาญในสายงานของตัวเองอย่างแท้จริง แล้วใช้ AI เสริม เพราะในยุค AI สิ่งที่สำคัญไม่ใช่คำตอบ แต่ คือ คำถาม คนเชี่ยวชาญจริงจะถามได้ถูกต้อง และตรวจคำตอบได้ว่าถูกหรือไม่
- 2. Redesign ปรับ Business Process
- หลายองค์กร Reskill คนแล้วแต่ยังไม่ได้ผล เพราะ Process ยังเหมือนเดิม งานที่ตอนนี้ใช้ 3 คนก็พอ แต่ยังใช้ 10 คนตาม Process เก่า ROI จึงไม่คุ้ม ต้อง Redesign Workflow ขึ้นมาใหม่
- 3. Reimagine จินตนาการพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภค
- จาก Retail เป็น E-commerce, จาก E-commerce เป็น Live Commerce และ Next Step อาจเป็น Agentic Commerce ที่ AI Agent เป็นผู้ซื้อ ผู้อ่าน ผู้ดู ผู้คลิก ผู้จ่าย แทนคน และข้ามแพลตฟอร์มไปเรื่อยๆ ได้
ถ้าเป็น Cyborg ไม่ไหว ให้ชนะด้วย Human Touch
ดร.สันติธารบอกว่า ถ้าเป็น Cyborg ไม่ได้ ยังมีทางเลือก คือ Human Touch ทำสิ่งที่ AI ทำไม่ได้จริงๆ ได้แก่ Service Mind จิตบริการ Emotional Intelligence ความเข้าใจมนุษย์ ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทย รอยยิ้มของเรานั่นแหละ เป็นจุดแข็ง อย่าทิ้งมัน
ดาบสองคม
- AI คือ ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เราเก่งขึ้นและอยู่ในยุคการแข่งขันได้ แต่ถ้าเราไม่ทำ แล้วคู่แข่งทำก่อน พวกเขาก็จะเตะเราให้ตกยุคไปเสียเอง
2. ทางรอดที่ 2 ออกสู่ New Market ในยุคเอเชียผงาด
- เมื่อโลกแข่งกับเราอยู่แล้ว เราออกไปสู้โลกก่อนเลยดีกว่า ธุรกิจในประเทศเล็กอย่างสิงคโปร์หรือฮ่องกง ต้องคิด Global ตั้งแต่วันแรก เพราะรู้ว่าไม่สามารถอยู่แค่ในประเทศได้ ข้อนี้ถูกเปลี่ยนจากความเสียเปรียบให้กลายเป็นข้อได้เปรียบ
ดร.สันติธารบอกว่า ประเทศไทยมีข้อดีที่ตลาดใหญ่พอจนไม่จำเป็นต้องออกนอกแต่แรก แต่ปัญหา คือ พอไปติดเพดาน โตไม่ได้ เจอคู่แข่งเข้ามาเยอะ การจะออกไปตอนหลังกลับยากมาก ดังนั้นธุรกิจใหม่ต้องเริ่มคิดตั้งแต่วันแรกว่า มีโอกาสเติบโตนอกประเทศบ้างไหม
และนี่คือโชคดี เพราะเรากำลังอยู่ในยุคที่เอเชียกำลังผงาด ภายในปี 2050 เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก 3 อันดับแรก จะอยู่ในเอเชียทั้งหมด ได้แก่ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ล้วนเป็นเศรษฐกิจที่รายล้อมประเทศไทย
- 24% การค้าภายในอาเซียน (Intra-ASEAN Trade)
- 60%+ การค้าภายใน EU (Intra-EU Trade)
ตัวเลขนี้บอกชัดเจนว่า อาเซียนยังมี Potential อีกมหาศาลที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ และประเทศไทยมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอินเดียและอินโดนีเซียน้อยมาก ทั้งด้านการลงทุนและการค้า
ความยากคือโอกาส
การเข้าตลาดใหม่นั้นยาก แต่ถ้ามันยากสำหรับเรา มันก็ยากสำหรับคู่แข่งเหมือนกัน และถ้ามันง่าย คู่แข่งเขาก็เอาไปกินหมดแล้ว ความยากนั่นแหละคือโอกาส
3. ทางรอดที่ 3 เศรษฐกิจใหม่ Longevity Economy ขี่เทรนด์ให้มันพาเราไปข้างหน้า
ดร.สันติธารบอกว่า แทนที่จะเอาคลื่นมาซัดใส่หน้าเรือ ให้มันส่งท้ายเรือแทน ขี่ Mega Trend ไปเลย และเทรนด์ที่ชัดเจนที่สุดสำหรับเมืองไทยคือ Longevity Economy
ดร.สันติธารบอกว่า มนุษย์ใช้เวลาเป็นร้อยๆ ปี เพื่อเติมเวลาให้กับชีวิต แต่โจทย์ของวันข้างหน้า คือ เติมชีวิตให้กับเวลา
Longevity Economy ในความหมายของดร.สันติธาร ไม่ใช่แค่การทำให้อายุยืนขึ้น แต่เป็นการเพิ่มคุณภาพให้กับชีวิต ทำยังไงให้ Health Span (อายุสุขภาพดี) ยาวตามอายุขัย และ Wealth Span (มีเงินใช้) ครอบคลุมจนวันสุดท้ายของชีวิต
$50T Silver Economy จากคน 50 ปีขึ้นไป
~$8T Wellness Economy ทุกช่วงวัย
Silver Economy คือ การใช้จ่ายมูลค่า 50 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากคนอายุ 50 ปีขึ้นไปทั่วโลก ครอบคลุมทั้งสุขภาพ Entertainment อสังหาริมทรัพย์ที่ Friendly กับผู้สูงวัย และการศึกษาเพื่อ Reskill ตลอดชีวิต
แต่ที่น่าสนใจ คือ การค้นพบใหม่จาก World Economic Forum ว่าไม่ใช่แค่คนอายุ 50 ขึ้นไปเท่านั้น คนรุ่นใหม่ก็ลงทุนสุขภาพเร็วขึ้นเรื่อยๆ เพราะหลายคนไม่มีลูก ต้องพึ่งพาตัวเอง จึงเกิด Wellness Economy มูลค่าเกือบ 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุม Personal Care, Beauty, Healthy Eating, Nutrition, Functional Food & Drinks, ออกกำลังกาย, Wearable และ Wellness Tourism
ทำไม Longevity Economy จึงใช่สำหรับประเทศไทย
- Global Trend
- เป็นเทรนด์ระดับโลกที่ทุกประเทศต้องการ ตลาดมหาศาลและเติบโตต่อเนื่อง
- Thailand Trend
- ประเทศไทยเองก็เข้าสู่สังคมสูงวัย มีทั้ง Demand ในประเทศและโอกาสส่งออก
- Thailand Strengths
- เราเก่งด้านบริการมายาวนาน มีต้นน้ำเป็นภาคเกษตร มีศักยภาพสร้างห่วงโซ่คุณค่ากลางน้ำเพิ่มเติมได้
ทางรอดใหม่ +1 New Brand Positioning เป็น The Only One
- สำหรับคนที่ไม่อยากเปิดเศรษฐกิจใหม่ ไม่อยากไปต่างประเทศ หรือไม่อยากใช้ AI มาก ยังมีทางเลือกคือการหาจุดยืน สร้างแบรนด์ตัวเอง สร้าง Category ใหม่ สร้าง Segment ใหม่ ที่เด่นชัดเจนจนเป็น The Only One ตลาดที่เราสร้างได้ แล้วคนอื่นแย่งไม่ได้
ข้อสรุป:
ประโยคของ Mark Carney ว่า ถ้าเราไม่อยู่ที่โต๊ะเจรจา เราจะอยู่ในเมนูอาหาร แล้วดัดให้เข้ากับบริบทวันนี้ว่า ถ้าเราไปอยู่ผิดโต๊ะ เล่นผิดเกม เราก็จะถูกเขมือบอยู่ในเมนูเหมือนกัน
ความหมายคือ ปี 2026 ไม่ใช่ปีที่แค่ทำให้เร็วขึ้น แต่เป็นปีที่ต้องเลือกให้ถูกว่า
- เราจะอยู่เกมเดิมแต่เก่งขึ้น (ด้วย AI)
- หรือย้ายไปตลาดใหม่
- หรือขี่เมกะเทรนด์ใหม่
- หรือวางตำแหน่งแบรนด์ใหม่ให้เป็นตัวเดียวในแบบที่คนอื่นตามยาก
Source:
สดจากงาน Future Trends Ahead Summit 2026




