Elon Musk มาในงาน Davos 2026 WEF 2026 พูดถึงการใช้ AI และหุ่นยนต์ Humanoid เพื่อขจัดความยากจนและสร้างผลผลิตที่ไร้ขีดจำกัด รวมถึงภารกิจของ SpaceX ในการลดต้นทุนการเดินทางไปอวกาศ เพื่อ รักษาแสงสว่างแห่งจิตสำนึก ให้คงอยู่ผ่านการตั้งถิ่นฐานบนดาวดวงอื่น นอกจากนี้ Musk ยังชี้ให้เห็นว่า พลังงานแสงอาทิตย์ คือ กุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมเหล่านี้
1. ภารกิจรักษา แสงเทียนแห่งสติปัญญา (Mission of Consciousness)
- Elon Musk เปิดประโยคได้น่าสนใจมากครับว่าเป้าหมายของทุกบริษัทที่เขาทำ คือ การรักษาอนาคตของอารยธรรมมนุษย์
- SpaceX กับจุดเสี่ยงของชีวิต:
- เขามองว่าสติปัญญา (Consciousness) เหมือนแสงเทียนริบหรี่ในความมืดมิดที่อาจดับลงเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ว่าจะจากภัยธรรมชาติหรือฝีมือมนุษย์ การทำให้มนุษย์ไปอยู่หลายดาวเคราะห์ (Multi-planetary) จึงไม่ใช่แค่เรื่องเท่ แต่คือทางรอด
- มนุษย์ต่างดาว:
- แม้จะมีดาวเทียมกว่า 9,000 ดวง แต่เขายังไม่เคยเห็นหลักฐานของมนุษย์ต่างดาวเลย เขาจึงสรุปว่าชีวิตในจักรวาลนั้นหายากมาก และเราต้องทำทุกทางเพื่อไม่ให้มันสูญสิ้นไป
2. ยุคแห่งความมั่งคั่งด้วย AI และ Robotics (Sustainable Abundance)
- จุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ Elon Musk มั่นใจมาก:
- หุ่นยนต์จะมากกว่าคน: เขาทำนายว่าในอนาคตจะมีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robots) มากกว่าจำนวนประชากรมนุษย์เสียอีก
- นิยามใหม่ของเศรษฐกิจ: เมื่อมีหุ่นยนต์มหาศาลที่แทบจะไม่มีต้นทุน ผลผลิตทางเศรษฐกิจจะพุ่งทะยานจน “ความยากจน” กลายเป็นเรื่องในอดีต สินค้าและบริการจะล้นหลามจนเรานึกไม่ออกเลยว่าจะขออะไรจากหุ่นยนต์ดี
- หุ่นยนต์ในชีวิตประจำวัน: ภายในปีหน้าเขาคาดว่าจะเริ่มขายหุ่นยนต์ให้คนทั่วไปใช้ดูแลเด็ก ดูแลสัตว์เลี้ยง หรือดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานคนหนุ่มสาวได้ดีมาก
3. AI Smarter Than Humans: เส้นตายปี 2030
- ความเร็วของการพัฒนา AI เป็นสิ่งที่น่าตกใจครับ:
- เก่งกว่าคนรายบุคคล: ภายในสิ้นปีนี้หรืออย่างช้าปีหน้า AI จะฉลาดกว่ามนุษย์คนใดคนหนึ่งบนโลก
- เก่งกว่ามนุษยชาติรวมกัน: ภายในปี 2030 หรือ 2031 AI จะฉลาดกว่าสติปัญญารวมของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้
- ราคาที่ร่วงลง: ปัจจุบันต้นทุน AI ต่ำลงเรื่อยๆ แบบรายเดือน และโมเดลแบบเปิด (Open Models) ก็ตามหลังโมเดลแบบปิดเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น
4. คอขวดที่แท้จริงคือ “พลังงานไฟฟ้า” (The Energy Bottleneck)
- แม้ชิป AI จะผลิตได้เร็วแบบทวีคูณ แต่พลังงานไฟฟ้ากลับโตตามไม่ทัน:
- วิกฤตไฟฟ้า: พลังงานโตแค่ 3-4% ต่อปี แต่ความต้องการใช้ AI พุ่งสูงกว่านั้นมาก เขามองว่าเราจะผลิตชิปได้มากกว่ากำลังไฟฟ้าที่จะเปิดใช้งานมันได้เสียอีก
- ทางรอด คือ โซลาร์: ดวงอาทิตย์คือแหล่งพลังงานแทบจะ 100% ของระบบสุริยะ เขาให้ Insight ว่าแค่ใช้พื้นที่เพียง 100 x 100 ไมล์ใน Utah หรือ Nevada ก็สามารถผลิตไฟฟ้าเลี้ยงคนทั้งสหรัฐฯ ได้แล้ว แต่ปัญหาคือภาษีนำเข้าแผงโซลาร์จากจีนที่สูงเกินไปทำให้การติดตั้งล่าช้า
5. AI Data Centers ในอวกาศ: ทางเลือกใหม่ที่คุ้มกว่า
- Insight ที่ล้ำที่สุดในคลิปนี้ครับ:
- ทำไมต้องไปอวกาศ?: ในอวกาศแผงโซลาร์ทำงานได้ดีกว่าบนดิน 5 เท่า เพราะไม่มีกลางคืน ไม่มีฤดูกาล และไม่มีชั้นบรรยากาศมาขวางกั้นแสง
- ระบบระบายความร้อนฟรี: อวกาศนั้นหนาวจัด (3 องศาเคลวิน) ทำให้การระบายความร้อนให้ Data Center ทำได้ง่ายและประหยัดมาก ภายใน 2-3 ปีนี้ เราจะได้เห็น AI Satellites ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ล้วนๆ ประมวลผลอยู่ในอวกาศครับ
6. การย้อนวัยและความตาย (Aging & Life Extension)
- นาฬิกาในเซลล์: เขามองว่าการแก่ชราเป็นปัญหาทางวิศวกรรมที่แก้ได้ เพราะเซลล์ 35 ล้านล้านเซลล์ในร่างกายเราแก่ไปพร้อมกันอย่างมีระบบ แปลว่าต้องมีตัวควบคุม (Clock) อยู่ การย้อนวัยจึงมีความเป็นไปได้สูง
- ข้อดีของความตาย: แม้จะย้อนวัยได้ แต่เขาเชื่อว่ามนุษย์ไม่ควรอยู่ตลอดไป เพราะจะทำให้สังคมหยุดนิ่ง ไร้ความสดใหม่ และขาดพลังขับเคลื่อนจากคนรุ่นใหม่
7. SpaceX กับการปฏิวัติราคาค่าขนส่งอวกาศ
- Full Reusability: หัวใจสำคัญของปีนี้คือการทำให้ Starship ใช้งานซ้ำได้ 100%
- ราคาที่ถูกลง 100 เท่า: หากทำสำเร็จ ต้นทุนการส่งของไปอวกาศจะเหลือไม่ถึง $100 ต่อปอนด์ ซึ่งถูกกว่าค่าขนส่งสินค้าทางเครื่องบินเสียอีก นี่คือสิ่งที่ทำให้การตั้งรกรากบนดวงจันทร์และดาวอังคารเป็นความจริงได้
5 ปรัชญาความสำเร็จของ Elon Musk
- Philosophy of Curiosity (ปรัชญาแห่งความอยากรู้อยากเห็น)
- สำหรับ Elon Musk ความสำเร็จไม่ได้เริ่มที่คำตอบ แต่เริ่มจากการตั้งคำถาม เขาบอกว่า เขาพยายามทำความเข้าใจความหมายของชีวิตและจักรวาล โดยตั้งโจทย์ว่า มีคำถามอะไรอีกบ้างที่เรายังไม่รู้ว่าควรจะถาม?
- ปรัชญานี้ทำให้เขาไม่หยุดแค่การทำธุรกิจเดิมๆ แต่ข้ามไปทำเรื่องล้ำๆ อย่างการหาคำตอบเรื่องฟิสิกส์หรือการกำเนิดของสิ่งมีชีวิตผ่านเทคโนโลยี AI
- เขาอยากเปลี่ยน Science Fiction ให้กลายเป็น Science Fact และฝากให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างมีความหวัง เพราะการเป็นคนมองโลกในแง่ดีแล้วผิด ยังดีกว่าเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายแล้วถูก
- Optimism over Pessimism (เลือกมองโลกในแง่ดีไว้ก่อน)
- ประโยคทิ้งท้ายของเขาคมมากครับ เขาบอกว่า “การเป็นคนมองโลกในแง่ดีแล้วทำผิด ยังดีกว่าเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายแล้วทำถูก” ปรัชญานี้สะท้อนว่าความหวังและความตื่นเต้นต่ออนาคตคือเชื้อเพลิงสำคัญที่ทำให้เขากล้าสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพราะถ้าเรามองแง่ร้ายตั้งแต่แรก เราจะไม่มีแรงไปสร้างอะไรเลย
- Mission for Civilization (ทำเพื่อรักษาแสงเทียนแห่งสติปัญญา)
- เขาไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อเงินเป็นหลัก แต่ทำเพื่อ “เพิ่มโอกาสให้อารยธรรมมนุษย์อยู่รอด” ปรัชญานี้เห็นชัดจาก SpaceX ที่เขาเปรียบสติปัญญาของมนุษย์เหมือนแสงเทียนริบหรี่ท่ามกลางความมืดมิด เขาจึงต้องทำทุกทางเพื่อให้มนุษย์ไปอยู่หลายดาวเคราะห์เพื่อป้องกันภัยพิบัติที่อาจทำให้มนุษย์สูญพันธุ์
- Engineering Discipline & Scale (ความบ้าคลั่งในงานวิศวกรรมและการลงมือทำ)
- ไอเดียใครก็คิดได้ แต่ปรัชญาความสำเร็จของเขาคือ “การลงมือทำจริงและการขยายสเกล” เขาเน้นเรื่องวินัยทางวิศวกรรมที่เข้มงวดมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหุ่นยนต์หรือจรวด ทุกอย่างต้องวัดผลได้และทำซ้ำได้ในระดับมหาศาลเพื่อให้เกิดความมั่งคั่งที่ยั่งยืนแก่คนทั้งโลก
- Turning Science Fiction into Fact (เปลี่ยนจินตนาการให้เป็นความจริง)
- แรงบันดาลใจของเขามาจากหนังสือไซไฟและคอมมิกที่อ่านตอนเด็ก ปรัชญาของเขาคือการทำเรื่องที่ ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นเรื่องจริง เช่น การทำให้จรวดใช้งานซ้ำได้ 100% หรือการสร้างหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาช่วยงานบ้าน,, เขาเชื่อว่าถ้าเราอยากเห็นอนาคตแบบในหนังอวกาศ เราก็แค่ต้องลงมือสร้างมันขึ้นมาเอง
ข้อสรุป:
อนาคตที่เราจะมีหุ่นยนต์เฝ้าบ้าน ราคาของทุกอย่างจะถูกลง และการไปอวกาศเป็นเรื่องปกติกำลังจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ภายในเวลาแค่ไม่กี่ปีต่อจากนี้



