สรุป Session: Opening Forum จากงาน World Economic Forum 2026 โดย

  1. คุณ Alois Zwinggi: ตัวแทนจาก World Economic Forum ที่มากล่าวเปิดงาน
  2. คุณ Rotus Oddiri: พิธีกรดำเนินรายการจาก Arise News
  3. คุณ Zaynab Vizi: คนรุ่นใหม่ (Global Shaper) จากเมืองคาบูล อัฟกานิสถาน
  4. คุณ Agnes Callamard: เลขาธิการองค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International)
  5. คุณ Professor Adam Tooze: ผู้อำนวยการสถาบันยุโรปจาก Columbia University
  6. คุณ Taylor Hawkins: คนรุ่นใหม่ (Global Shaper) จากซิดนีย์ ออสเตรเลีย
  7. คุณ Arjun Pash: ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Distill AI
  • อนาคตในปี 2050 โดยเป็นการรวบรวมมุมมองจากกลุ่มคนหลากหลาย ตั้งแต่นักสิทธิมนุษยชน นักเศรษฐศาสตร์ จนถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เพื่อร่วมกันขบคิดถึง ความท้าทายระดับโลก ที่กำลังเผชิญอยู่ ประเด็นสำคัญของการสนทนาครอบคลุมถึงการต่อต้าน ระบอบเผด็จการ ที่กำลังขยายตัว การจัดการกับภาวะวิกฤตทาง สภาพภูมิอากาศ และผลกระทบจาก ปัญญาประดิษฐ์ ที่อาจส่งผลต่อศักดิ์ศรีของมนุษย์

1. โจทย์ใหญ่: เราอยากเห็นโลกปี 2050 เป็นแบบไหน?

  • เวทีนี้เริ่มด้วยการให้แต่ละคนแชร์ภาพฝันในอีก 25 ปีข้างหน้า:
  • คุณ Zaynab บอกว่า อยากเห็นโลกที่เป็น Liberal, Democratic และอยู่อย่างสันติ โดยมี Human Rights เป็นศูนย์กลาง
  • คุณ Agnes Kellard บอกว่า ขอแค่ให้มนุษยชาติอยู่รอดไปถึงปี 2050 โดยไม่เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือทำลายสิ่งแวดล้อมจนหมดสิ้นเสียก่อน
  • คุณ Professor Adam Tooze บอกว่า เน้นเรื่องความสมดุลของธรรมชาติ และมองว่า Africa จะกลายเป็นศูนย์กลางของคนรุ่นใหม่โลกในอนาคต
  • Arjun Pash: ในฐานะคนทำเทคโนโลยี เขาอยากเห็นโลกที่ AI ช่วยให้มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรี (Dignity) และเข้าถึงบริการพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม

2. AI: เครื่องขยายเจตนาของมนุษย์ (The Amplifier)

  • ประเด็นเรื่อง AI ถูกพูดถึงเยอะมากในฐานะจุดเปลี่ยนสำคัญ
  • AI คือตัวคูณ: Arjun มองว่า AI ไม่ได้ตัดสินใจเอง แต่มัน คือ Amplifier ที่ขยายเจตนาและวัฒนธรรมที่มนุษย์โปรแกรมลงไป ถ้าเราออกแบบระบบเพื่อกำไรหรืออำนาจ มันก็จะขยายสิ่งนั้นออกมา
  • การใช้ AI ในยามวิกฤต ในอัฟกานิสถาน ที่เด็กผู้หญิงถูกห้ามเรียนหนังสือ มีการใช้เครื่องมืออย่าง AI และอินเทอร์เน็ตช่วยให้พวกเธอเข้าถึงการศึกษาได้ แม้รัฐจะปิดกั้น
  • ด้านมืดที่ต้องระวัง: มีความกังวลเรื่องการใช้ Facial Recognition และ Surveillance (การสอดแนม) เพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเป็นเครื่องมือโปรดของระบอบเผด็จการ

3. สงครามข้อมูล: รับมือ Misinformation & Disinformation

เมื่อข่าวปลอมระบาดหนัก เราจะสู้ยังไง?:

  • ต้องแก้ที่โมเดลธุรกิจ: Agnes เสนอว่า ต้องควบคุม Big Tech และออกกฎหมายอย่าง AI Act เพื่อจัดการกับข้อมูลที่สร้างความเกลียดชัง
  • ความรับผิดชอบ (Accountability): Arjun ย้ำว่าคนสร้างระบบต้องรับผิดชอบผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่ปล่อยให้ข้อมูลไหลไปเรื่อยๆ เหมือนยุค Social Media รุ่นแรก
  • ความเข้าใจบริบท (Context): Zaynab มองว่าเราต้องฟังเสียงคนในพื้นที่จริงๆ เพื่อทำลายกำแพงความเข้าใจผิด ไม่ใช่ตัดสินโลกผ่านหน้าจอเพียงอย่างเดียว

4. การศึกษาในยุค AI: ทักษะที่หุ่นยนต์ทำแทนไม่ได้

Professor Adam Tooze ให้ Insight ที่น่าสนใจมากในฐานะนักการศึกษา:

  • AI คือของขวัญ: เขาสารภาพว่าใช้ AI ทุกวัน เพราะมันช่วยตอบคำถามยากๆ ได้เร็ว (แม้จะได้เกรด B+ ก็ตาม)
  • ทักษะที่ต้องมี: สิ่งที่นักเรียนยุคใหม่ต้องฝึก คือ Sustained Attention (ความสามารถในการจดจ่อ) เพื่อที่จะตั้งคำถามที่ฉลาดและลึกซึ้งพอที่จะใช้งาน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • หัวใจ คือ Liberal Arts: การเรียน Philosophy หรือ Physics จะช่วยให้เราเข้าใจการออกแบบระบบ ซึ่งสำคัญกว่าการแค่ทำงานตามสั่ง

5. การเมืองโลกและความเสี่ยงต่อระบอบเผด็จการ

ที่ประชุมเตือนว่าโลกกำลังถอยหลังกลับไปสู่ยุคเผด็จการ (Authoritarianism):

  • ประชาธิปไตยที่เปราะบาง: มีการยกตัวอย่างว่าสิทธิเสรีภาพที่สร้างมาหลายปี สามารถถูกทำลายได้ในเวลาไม่กี่เดือนผ่านนโยบายที่เน้นความกลัวและการแบ่งแยก
  • การรักษาระบบ (Rule-based Order): แม้ระบบกฎหมายโลกปัจจุบันจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่เราต้องช่วยกันปฏิรูป ไม่ใช่ทำลายทิ้ง (อย่างที่ Donald Trump หรือ Putin พยายามทำ) เพราะสิ่งที่ตามมาอาจเป็น Anarchy หรือสภาวะไร้ข้อยุติ

ข้อสรุป:

เทคโนโลยีไม่ใช่ทางรอด ถ้าหัวใจของคนสร้างไม่มีคุณธรรม อนาคตปี 2050 จะดีหรือร้าย ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเลือกใช้ AI มาขยายความเหลื่อมล้ำ หรือใช้มันสร้างโอกาสให้กับคนที่ถูกลืมในสังคม

Source:

WEF (Youtube)