เผยแพร่: 10 เมษายน 2569

กระทรวง อว. คือ กระดูกสันหลังของประเทศไทย ที่มุ่งยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อวางรากฐานให้ไทยก้าวสู่ ประเทศรายได้สูง และคืน อธิปไตยทางความคิดและเทคโนโลยี ให้แก่ประชาชน

ภายในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ทุกหน่วยงานในกระทรวงจะได้รับ แผนงานฉบับสมบูรณ์ เพื่อให้ทุกคนเดินหน้าร่วมกันบนเส้นทางเดียว ด้วยความเชื่อว่า การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้กระทรวง อว. ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

สิ่งที่ดร.ยศชนัน ยกระดับ อว.

กระทรวง อว. คือ Backbone — กระดูกสันหลังอีกชิ้นหนึ่งของประเทศไทย ภารกิจของเราคือวางรากฐานให้ไทยก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงผ่านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

นโยบายครั้งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 8 ประเด็นหลัก ที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การสร้างนวัตกรรม การผลิตกำลังคน การต่อยอดงานวิจัยสู่ตลาด ไปจนถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่จะเป็นเกราะป้องกันประเทศในระยะยาว

วิสัยทัศน์และพันธกิจ

คืนอธิปไตยทางเทคโนโลยี — ชนะ Tech War โดยไม่ลุยเดี่ยว

แก่นแท้ของนโยบายนี้คือความมุ่งมั่นที่จะ คืนอธิปไตยทางความคิดและทางเทคโนโลยีให้กับประเทศไทย ในโลกที่มหาอำนาจต่างแข่งขันกันด้วยเทคโนโลยี (Tech War) ไทยต้องไม่ตกอยู่ในฐานะผู้รับฝ่ายเดียว แต่ต้องเป็นผู้สร้างและผู้เล่นที่มีบทบาทในเกมนี้

กลยุทธ์ไม่ใช่การแข่งขันตัวต่อตัวกับมหาอำนาจ แต่คือ การจับมือและบูรณาการ — ร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ สร้างจุดแข็งเฉพาะตัว และต่อยอดสิ่งที่ไทยทำได้ดีอยู่แล้ว

คำนิยาม “วิทยาศาสตร์” ในมุมมองใหม่: ไม่ได้จำกัดแค่ ชีววิทยา เคมี หรือฟิสิกส์ แต่ยังรวม Social Science (สังคมศาสตร์) ด้วย กระทรวง อว. จะขับเคลื่อนทั้งสองสายควบคู่กัน เพราะการแก้ปัญหาประเทศต้องอาศัยทั้งศาสตร์เชิงเทคนิคและความเข้าใจสังคม

หากกระทรวง อว. ตั้งทัพได้สำเร็จ เป้าหมายคือการเข้าไปมีบทบาทสนับสนุนในทุกมิติของประเทศ ครอบคลุม เศรษฐกิจ การต่างประเทศ ความมั่นคง สังคม การจัดการภัยพิบัติ สิ่งแวดล้อม การปฏิรูปภาครัฐ และการต่อต้านคอร์รัปชัน ผ่านการขับเคลื่อนด้วยระบบรัฐบาลดิจิทัล

โครงสร้างและกลไกการขับเคลื่อน

10 กระทรวง 2 ขาหลัก — โครงสร้างที่ออกแบบเพื่อบูรณาการ

กระทรวง อว. มีจุดแข็งสำคัญคือ สภานโยบายที่มีรัฐมนตรีจาก 10 กระทรวงร่วมอยู่ด้วย ซึ่งเป็นกลไกที่ทรงพลังอย่างยิ่งในการผลักดันงานแบบข้ามกระทรวง ไม่ต้องรอหารือผ่านระบบราชการที่ซับซ้อน และในอนาคต มีเป้าหมายขยายความร่วมมือให้ครอบคลุมถึง 35 กระทรวง

ขาอุดมศึกษา

มหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นกำลังสำคัญในการค้นคว้าวิจัย สร้างองค์ความรู้ใหม่ และผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ที่เป็นหัวใจของการสร้างนวัตกรรม

ขาวิจัย

ประกอบด้วยหน่วยงานให้ทุน หน่วยงานปฏิบัติการ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย รวมถึงกลไกของ สอวช. ที่ทำหน้าที่ประสานนโยบายและแผนงานระดับชาติ

การมีรัฐมนตรี 10 กระทรวงในสภานโยบายเดียวกัน หมายความว่า อว. สามารถผลักดันนโยบายที่ต้องการความร่วมมือข้ามหน่วยงานได้เร็วกว่าระบบราชการทั่วไปถึงหลายเท่า นี่คือข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่สำคัญมาก

นโยบายหลักที่ 1–2

สร้าง Innovation Ecosystem — สภาพแวดล้อมที่ “คนเก่งอยากอยู่”

มีงานวิจัยชี้ว่า การนำ “คนเก่ง” ไปอยู่ในระบบนิเวศที่ดี อย่างซิลิคอนแวลลีย์ ให้โอกาสสำเร็จสูงกว่าการดึงคนเก่งที่สุดมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย นี่คือเหตุผลว่า “สถานที่และระบบนิเวศ” สำคัญพอๆ กับ “ความสามารถของคน”

แต่ในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยี AI และการทำงานทางไกล (Remote Work) ช่วยทลายข้อจำกัดด้านพื้นที่ได้แล้ว ไทยจึงสามารถสร้าง Digital Innovation Ecosystem ที่ดึงดูดทั้งคนไทยและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกได้

🔑 2 ช่องทางหลักในการได้มาซึ่งนวัตกรรม:
① สร้างเอง — งานวิจัยและพัฒนาภายในประเทศ ใช้เวลาแต่สร้างความเชี่ยวชาญที่ยั่งยืน
② รับถ่ายทอด — นำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศในสาขาที่รอไม่ได้ แต่ต้องเลือกรับเฉพาะเทคโนโลยีที่ไทย สามารถต่อยอดและสร้างความโดดเด่นได้

กลไกสำคัญที่จะสร้าง Innovation Ecosystem คือการมี Sandbox — พื้นที่ทดลองที่นักคิดและนักปฏิบัติมาพบกัน เช่น การจัด Hackathon ที่กระตุ้นให้เกิดไอเดียสร้างสรรค์ภายในเวลาจำกัด ผู้ชนะจะได้เข้าสู่ศูนย์บ่มเพาะหรือได้รับทุนสนับสนุน

💡 หลักการเลือกเทคโนโลยี: ไม่ใช่รับทุกอย่างที่มาจากต่างประเทศ แต่ต้องถามว่า “ไทยจะต่อยอดอะไรได้จากสิ่งนี้?” เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในวังวนของการพึ่งพาต่างชาติตลอดกาล

🔬

นโยบายหลักที่ 3–4

R&D สู่ตลาดจริง — จบยุค “งานวิจัยขึ้นหิ้ง” อย่างถาวร

ปัญหา “งานวิจัยขึ้นหิ้ง” ไม่ได้เกิดจากนักวิจัยไม่ตั้งใจ แต่เกิดจากการที่ นักวิจัยไม่รู้ว่าจะนำงานลงสู่ตลาดได้อย่างไร — ช่องว่างระหว่างห้องปฏิบัติการกับโลกธุรกิจ คือปัญหาที่ต้องแก้ด้วยกลไก ไม่ใช่แรงจูงใจส่วนบุคคล

📌 บทเรียนจาก Huawei: ลงทุนด้าน R&D มหาศาล เพราะรู้ว่าผลลัพธ์จะสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง ความแตกต่างคือ พวกเขารู้ว่างานวิจัยตอบโจทย์ตลาดใด นี่คือหลักคิดที่ไทยต้องนำมาใช้กับระบบวิจัยของตัวเอง

กระทรวง อว. จะมุ่งเน้นงานวิจัยกลุ่ม Deep Tech อย่างเร่งด่วน เพราะ Deep Tech คือ เทคโนโลยีขั้นสูงที่ ลอกเลียนแบบได้ยาก สร้างคูเมืองทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง และปกป้องได้ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงในเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน

เพื่อแก้ปัญหาช่องว่างระหว่างวิจัยกับตลาด นักวิจัยไม่จำเป็นต้องเป็นนักธุรกิจ กระทรวงจะสร้างกลไกรองรับครบวงจร:

งานวิจัย (R&D / Deep Tech) → ทรัพย์สินทางปัญญา (IP / Patent) → Tech Transfer (ร่วมกับพาณิชย์) → Startup / Licensing (Incubator / VC) → ตลาดโลก (Science Diplomacy)

หากสินค้าเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ กระทรวง อว. จะประสานกับ กระทรวงการต่างประเทศ ผ่านกลไก Science Diplomacy เพื่อหาช่องทางจัดจำหน่าย นอกจากนี้ นวัตกรรมที่สำเร็จรูปแล้วแต่ต้องการผู้ปฏิบัติการจริง กลุ่มอาชีวศึกษาจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการนำนวัตกรรมไปใช้งานจริงในภาคการผลิต

นโยบายหลักที่ 5

ผลิตกำลังคนแบบ Smart — Reskill/Upskill เร็วกว่าสร้างหลักสูตรใหม่

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งต้องการบุคลากรเฉพาะทางจำนวนมากในระยะเวลาสั้น การรอสร้างหลักสูตรใหม่ตั้งแต่ต้น 100% อาจไม่ทันต่อความต้องการของตลาด

กรณีตัวอย่าง — SemiConductor 40,000 คน: หากภาคเศรษฐกิจต้องการบุคลากรด้านนี้ถึง 40,000 ตำแหน่ง แนวทางที่เร็วที่สุดคือ ร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อ Upskill กลุ่มคนที่ใกล้พร้อมอยู่แล้ว ให้เข้าสู่ระบบได้ทันที แทนการฝึกอบรมตั้งแต่ศูนย์

Reskill

ฝึกทักษะใหม่ให้กับบุคลากรที่มีอยู่แล้ว สำหรับสาขาที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เช่น อนาล็อก → ดิจิทัล

Upskill

เพิ่มทักษะเฉพาะทางให้กับบุคลากรที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว เพื่อให้พร้อมรับงานที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้ทันที

นโยบายหลักที่ 6

เพิ่ม GDP ด้วยจุดแข็งเฉพาะตัวไทย — จาก Wellness สู่ Med-Tech

การพึ่งพาภาคเกษตร อุตสาหกรรม หรือบริการแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอต่อการก้าวสู่ประเทศรายได้สูง แต่ประเทศไทยมีต้นทุนพิเศษที่ประเทศอื่นไม่มี — วัฒนธรรม ความอบอุ่น การบริการที่เป็นเลิศ และการแพทย์ระดับโลก

จุดแข็งของไทยที่ต้องนำมาสร้างมูลค่า: วัฒนธรรมไทย + รอยยิ้มและการบริการ + การแพทย์ระดับโลก รวมกันเป็น Wellness Ecosystem ที่ต่อยอดสู่ ผลิตภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ และยารักษาโรค ได้อย่างมีมูลค่าสูง

การต่อยอดจุดแข็งเหล่านี้ต้องอาศัยการบูรณาการกับหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อปรับมาตรฐานและกระบวนการรับรอง ให้เอื้อต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงนวัตกรรมได้เร็วขึ้น

นโยบายหลักที่ 7

Frontier Technology — ลงทุนวันนี้ เพื่อความมั่นคงในอนาคต

เทคโนโลยีแห่งอนาคตไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือ ฐานรากความมั่นคงของประเทศในระยะยาว หากไทยไม่เตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ เมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้กลายเป็นกระแสหลัก เราจะตั้งรับไม่ทัน และตกอยู่ในฐานะผู้ซื้อที่ไม่มีทางเลือก

  1. Artificial Intelligence ขับเคลื่อนทุกอุตสาหกรรม
  2. Quantum Technology อนาคตของการประมวลผล
  3. Space Technology ดาวเทียมและการสำรวจ
  4. Green Energy พลังงานสะอาดแห่งอนาคต
  5. Semiconductor หัวใจของเทคโนโลยีทุกชิ้น

ทำไมต้องเริ่มตอนนี้? 

ดร.ยศชนันบอกว่า เทคโนโลยีเหล่านี้มีระยะเวลาพัฒนายาว การลงทุนวันนี้จะเห็นผลในอีก 5–10 ปีข้างหน้า ถ้ารอให้กระแสมาถึงแล้วค่อยเริ่ม ต้นทุนจะสูงกว่าหลายเท่า และไทยจะสูญเสียโอกาสในการแข่งขัน

นโยบายหลักที่ 8

ธรรมาภิบาลและความโปร่งใส — กระทรวง อว. ต้องเป็นต้นแบบ

ความน่าเชื่อถือเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของทุกนโยบาย หากกระทรวงที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี ไม่มีความโปร่งใสในตัวเอง ก็ยากที่จะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ต่อต้านคอร์รัปชัน

กระทรวง อว. จะเป็น ต้นแบบ ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ด้วยระบบการทำงานที่ตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

Open Data

ผลักดัน โครงการ Open Data เพื่อเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงาน ให้ประชาชนและทุกภาคส่วนเห็นถึงความโปร่งใสอย่างเป็นรูปธรรม

ความโปร่งใสผ่าน Open Data ยังมีประโยชน์ทางอ้อมอีกอย่างคือ การเป็น ฐานข้อมูลให้นักวิจัย นักธุรกิจ และนักลงทุน ใช้วางแผนและตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานความรู้อีกทางหนึ่ง

ข้อสรุป:

นโยบายทั้ง 8 ประเด็นของ ศ.ดร.ยศชนัน ไม่ใช่แค่วิสัยทัศน์บนกระดาษ แต่ถูกออกแบบมาเป็น Action Plan ที่ลงมือได้ทันที ด้วยกลไกที่มีอยู่แล้ว บูรณาการข้ามกระทรวง และมีกำหนดเวลาชัดเจน

หัวใจสำคัญคือการมองเห็นว่า ทุกองค์ประกอบเชื่อมกัน — จากการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม สู่การเปลี่ยนงานวิจัยเป็นรายได้จริง จากการผลิตกำลังคนตรงความต้องการ สู่การแข่งขันด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต และทั้งหมดนี้ต้องยืนอยู่บนรากฐานของธรรมาภิบาลที่แข็งแกร่ง

“เรามีทรัพยากรบุคคลและเครื่องมือที่มีศักยภาพมหาศาล หากเราร่วมมือกันกำหนดทิศทางที่ชัดเจน กระทรวง อว. จะเป็นกำลังสำคัญในการพลิกโฉมประเทศไทย สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน และมีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก”

— ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

Source:

กระทรวง อว.