11 ธันวาคม 2568 World Economic Forum เผยแพร่ Report อันใหม่ ชื่อว่า Quantum Technologies: Strategic Imperatives for Health and Healthcare Leaders จะเกี่ยวข้องกับการแปลเรื่อง Quantum ให้ผู้บริหารสายสุขภาพเอาไปตัดสินใจได้จริง ว่าควรเริ่มตรงไหน ระวังอะไร และใครควรทำบทบาทอะไรในระบบสุขภาพบ้าง
Overview ของ Report นี้
รายงานบอกว่า Quantum ในมุมสุขภาพ ไม่ได้มีแค่คอมพิวเตอร์แรง ๆ อย่างเดียว แต่เป็นชุดเทค 3 กลุ่มที่เริ่มเข้ามาแตะงานสุขภาพแล้ว ได้แก่
- การวัด/การตรวจที่ไวและละเอียดขึ้น (Sensors ตรวจจับใหม่ ๆ)
- การคำนวณ/การจำลองที่ปกติทำยากหรือช้ามาก
- การสื่อสาร/การส่งข้อมูลแบบเน้นความปลอดภัยสูง (Netowrk/Encoder (การเข้ารหัส))
คุณค่าหลัก ที่ควอนตัมจะไปช่วยระบบสุขภาพไว้ 4 ก้อนใหญ่ ๆ คือ
- เร่งการค้นพบและพัฒนายา/นวัตกรรม (Discovery acceleration)
- ทำให้การตรวจวินิจฉัยแม่นและเฉพาะบุคคลมากขึ้น (Precision diagnostics)
- ทำให้งานปฏิบัติการ/การจัดตาราง/การใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพขึ้น (Operational optimisation)
- ทำให้โครงสร้างข้อมูลสุขภาพ เชื่อถือได้และปลอดภัยมากขึ้น (Trusted data infrastructure)
ทำไมโลกควอนตัมมาสู่การแพทย์?
- ตอนนี้โลกการแพทย์มาถึงจุดที่เทคโนโลยีเดิมๆ เริ่มชนเพดานแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นการจำลองโครงสร้างโมเลกุลที่ซับซ้อน หรือตรวจหาโรคที่ต้องใช้ความละเอียดสูงมากๆ
ใน Report ระบุว่า เทคโนโลยีควอนตัมไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป เพราะในปี 2024 มีเงินลงทุนใน StartUp ควอนตัมไปแล้วเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ และผู้บริหารบริษัทยาใหญ่ๆ ก็เริ่มให้ความสำคัญในระดับยุทธศาสตร์แล้ว
3 พลังหลักของควอนตัมที่จะเปลี่ยนโลกสุขภาพ

- แบ่งความสามารถของ Quantum ออกเป็น 3 ด้านหลัก ๆ:
- Quantum Sensing (เซนเซอร์ควอนตัม): แว่นขยายที่มองเห็นสัญญาณไฟฟ้าหรือแม่เหล็กในร่างกายได้ละเอียดสุดๆ ช่วยให้ตรวจเจอโรคร้ายได้เร็วขึ้นและไม่ต้องผ่าตัดหรือเจาะร่างกาย
- Quantum Computing (คอมพิวเตอร์ควอนตัม): พลังประมวลผลมหาศาล แก้โจทย์ยากๆ ที่คอมพิวเตอร์ปัจจุบันทำไม่ได้ เช่น การคิดค้นยาตัวใหม่ หรือการทำนายว่ายาจะทำปฏิกิริยากับร่างกายเรายังไง
- Quantum Communication (การสื่อสารควอนตัม): ใช้กฎทางฟิสิกส์มาป้องกันข้อมูล ทำให้การส่งประวัติคนไข้หรือข้อมูลลับทางการแพทย์แฮ็กไม่ได้ 100%
ใครคือตัวละครหลักในวงจรนี้?

- ใน Report แบ่งคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ:
- Creators (กลุ่มนักสร้าง) เช่น พวกบริษัทยา (Pharma) หรือบริษัทไบโอเทค ที่เน้นวิจัยและผลิตยาตัวใหม่
- Deliverers (กลุ่มผู้ให้บริการ) เช่น โรงพยาบาลและคลินิก ที่เอาเทคโนโลยีไปใช้ตรวจและรักษาคนไข้จริงๆ
- Enablers (กลุ่มผู้สนับสนุน) เช่น รัฐบาล หน่วยงานกำกับดูแล และผู้ให้บริการคลาวด์ ที่วางรากฐาน กฎระเบียบ และความปลอดภัย
4 เสาหลักของคุณค่าที่จะเกิดขึ้น
- คิดค้นยาเร็วขึ้น (Discovery acceleration): ลดระยะเวลาและต้นทุนในการทดลองยาในห้องแล็บ
- ตรวจวินิจฉัยแม่นยำ (Precision diagnostics): เจอโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นด้วยเซนเซอร์ที่ไวต่อสัญญาณร่างกายสูงมาก
- โครงสร้างข้อมูลที่ไว้ใจได้ (Trusted data infrastructure): ข้อมูลคนไข้ปลอดภัยจากการถูกแฮ็กในอนาคต
- จัดการระบบได้ดีขึ้น (Operational optimization): จัดตารางเวรหมอ คิวผ่าตัด หรือการขนส่งยาให้มีประสิทธิภาพที่สุด
AI ช่วยตรงไหนบ้าง
- ทำให้งาน Quantum ใช้งานได้จริงในองค์กร (ตัวเชื่อม)
- แปลงปัญหาธุรกิจให้กลายเป็นโจทย์ที่ทดลองได้: AI ช่วยจัดหมวดปัญหา ตั้งสมมติฐาน เลือกตัวชี้วัด (KPI) ให้เทียบกับระบบเดิมได้
- งานค้นพบยา/ชีววิทยา (Creators) AI ช่วยลดจำนวนรอบลองผิดลองถูก
- คัดกรองตัวเลือกจำนวนมหาศาลให้เหลือชุดที่น่าลองจริง
- ทำคำตอบหลายทาง ให้เร็วขึ้น
- งานตรวจวินิจฉัย/การดูแลคนไข้ (Deliverers) AI ช่วยอ่านสัญญาณ และ ลดภาระหน้างาน
- งานปฏิบัติการในโรงพยาบาล AI ช่วยจัดตารางให้ไม่พัง
- ความปลอดภัยและความเชื่อถือของข้อมูล (Enablers) AI ช่วยเฝ้าระวัง และจัดการความเสี่ยง
- เรื่องคนและการเปลี่ยนแปลง AI ช่วยนำไปใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่โชว์ Demo
- ทำคู่มือการใช้งานแบบโต้ตอบ ให้ทีมหน้างานถาม-ตอบได้ (ลดภาระทีม IT/คุณภาพ)
- ช่วยสรุปผล pilot เป็นภาษาเข้าใจง่าย: ทำรายงานผู้บริหาร/คณะกรรมการให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น (และช่วยจับว่าผลลัพธ์มัน ดีขึ้นจริง หรือแค่รู้สึกว่าดี)
อะไรทำได้เลย และอะไรต้องรอ?
- เทคโนโลยีแต่ละอย่างมีความพร้อมไม่เท่ากันครับ:
- ทำได้เลยตอนนี้ (0-2 ปี): การใช้เซนเซอร์ควอนตัมในการควบคุมคุณภาพการผลิตยา หรือการใช้ซอฟต์แวร์ช่วยจัดตารางเวลาในโรงพยาบาล
- เริ่มเห็นต้นแบบ (3-5 ปี): การทำนายโครงสร้าง mRNA (เหมือนที่ Moderna กำลังทำ) หรือการตรวจหัวใจแบบพกพา
- ยังอยู่ในแล็บ (6-10 ปี+): การจำลองผลกระทบของยาต่อร่างกายมนุษย์แบบสมบูรณ์ หรือการเชื่อมต่อเครือข่ายโรงพยาบาลแบบควอนตัมที่แฮ็กไม่ได้
Use Case ที่น่าสนใจ
- Moderna ร่วมกับ IBM ใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัมช่วยทำนายว่า mRNA จะม้วนตัวยังไง ซึ่งสำคัญมากต่อการสร้างวัคซีน ช่วยให้ลดเวลาจากเดิมที่ต้องใช้เป็นสัปดาห์เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง
- Mayo Clinic ทดลองใช้เครื่องตรวจหัวใจด้วยควอนตัม (MCG) ที่ละเอียดกว่าการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) แบบเดิม ช่วยให้วินิจฉัยโรคหัวใจได้แม่นยำขึ้นโดยไม่ต้องเจาะตัวคนไข้
- Abeer Group โรงพยาบาลในซาอุดีอาระเบีย เริ่มใช้ระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลแบบควอนตัม เพื่อเตรียมรับมือกับภัยไซเบอร์ในอนาคต
Strategic actions for healthcare innovators
- องค์กรที่อยากได้ประโยชน์จาก Quantum ไม่ว่าคุณจะเป็น Creators หรือ Deliverers มักต้องทำคล้ายกัน 3 เรื่องใหญ่
- ตั้งทีม/โปรแกรมนำร่องควอนตัมแบบจริงจัง
- สร้าง data pipeline และคนที่ทำงานข้ามทีมได้
- สร้างพันธมิตรและกติกาการประเมินผลที่ชัด
ตัวอย่าง Action ฝั่ง Deliverers ที่รายงานเน้นมากคือ
- ทำโปรแกรม Quantum-Safe เพื่อป้องกันข้อมูลสุขภาพในอนาคต
- ทำโปรแกรม next-gen operations เช่น scheduling/การจัดสรรทรัพยากร
- เริ่ม Pilot เครื่องมือวัด/วินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับเซนเซอร์ใหม่ และตั้ง KPI วัดผลจริง
ข้อสรุป:
เทคโนโลยีควอนตัมในการแพทย์เปรียบเสมือน การเปลี่ยนจากการเดาสุ่ม มาเป็น การคำนวณที่แม่นยำระดับปรมาณู แม้จะยังมีอุปสรรคเรื่องราคาและความซับซ้อน แต่บริษัทที่เริ่มก่อนจะได้เปรียบมหาศาลทั้งในแง่ต้นทุนและการรักษาชีวิตคนครับ
Quantum มีโอกาสเป็นแรงขับเคลื่อนระบบสุขภาพที่ Personalized และ Patient-Centric มากขึ้น แต่ต้องทำ Roadmaps ให้ชัด และประเมินทั้ง โอกาส และ ความเสี่ยงของการไม่ทำอะไรด้วย




