25 พฤศจิกายน 2568 McKinsey ออกบทความใหม่ ชื่อว่า Agents, robots, and us เกี่ยวกับ Agents, Robots และ มนุษย์ กับสกิลที่สำคัญในปี 2026
ปี 2030 AI ไม่ได้มาแย่งงาน แต่มาแย่ง เวลา 27% ของทั้งองค์กร ไปจากเราด้วยเทคโนโลยีในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เวลาเกือบ 1 ใน 3 ของงานทั้งบริษัทจะถูก
Agent กับหุ่นยนต์ช่วยทำ… แล้วเรา มันคือ โครงสร้างใหม่ของ
งาน ที่ทุกองค์กรต้องรับมือจะใช้เวลาที่คืนกลับมา ไปทำอะไร?
Human + Agent + Robot: งานแบ่งกันทำยังไง
- 57% บอกเราว่า พื้นที่ให้เทคฯ เข้ามาช่วยยังใหญ่มาก แต่ใครจะเก็บประโยชน์ได้จริง อยู่ที่ การออกแบบ Workflows และการจัดการคน มากกว่าตัวเทคโนโลยีอย่างเดียว
- 2 ใน 3 ของชั่วโมงทั้งหมด เป็น งานไม่ใช้แรง (nonphysical) แยกย่อยว่า
- 1 ใน 3 ของชั่วโมง เป็นงานที่ต้องใช้ ทักษะด้านสังคมและอารมณ์สูงมาก เช่น ดูแลคนไข้ สอนเด็ก เจรจาซับซ้อน → AI ยังเข้าไปแทนได้จำกัด ที่เหลือเป็นงานแบบ
- วิเคราะห์ข้อมูล
- เขียนรายงาน
- คิดเชิงเหตุผล
- ประมวลผลข้อมูล
- ซึ่งเหมาะให้ Agent/AI เข้าไปช่วยเยอะ 40% – เงินเดือนประเทศส่วนใหญ่ อยู่ในงานที่ AI ช่วยได้เยอะในระบบเศรษฐกิจสหรัฐ
- ถ้าดู ศักยภาพเทคโนโลยีวันนี้
- Agent สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ประมาณ 44% ของชั่วโมงทำงานในสหรัฐ
- Robots ทำได้อีกราว ๆ 13%
- 1 ใน 3 ของชั่วโมง เป็นงานที่ต้องใช้ ทักษะด้านสังคมและอารมณ์สูงมาก เช่น ดูแลคนไข้ สอนเด็ก เจรจาซับซ้อน → AI ยังเข้าไปแทนได้จำกัด ที่เหลือเป็นงานแบบ
ระบบงานอนาคตจะเป็น Partnerships 3 ฝ่าย
- Human: คิดเชิงกลยุทธ์ เห็นภาพใหญ่ เข้าใจบริบทมนุษย์
- Agent: จัดการข้อมูล ทำงานเอกสาร ตอบโต้แบบอัตโนมัติ
- Robots: ทำงานใช้แรงและความแม่นยำในโลกจริง
ตำแหน่งงานอาจไม่หาย แต่ สัดส่วนเวลา เปลี่ยนใน 1 งาน คนอาจใช้เวลา
- น้อยลงกับงานรูทีน
- การดูแลคน วางแผน ตัดสินใจมากขึ้น
Skills คนไม่หายไปไหน
- 70% ของ Skills ที่ต้องการวันนี้ ใช้ได้ทั้ง 2 โลก จากข้อมูลประกาศงานในสหรัฐมาดู พบว่า มากกว่า 70% ของ ฆารสสห ที่นายจ้างต้องการตอนนี้มีอยู่ทั้งใน
- งานที่มีศักยภาพให้ AI ช่วยได้มาก
- งานที่ช่วยได้ไม่มาก
- Skill Change Index – ทักษะแบบไหนโดนแรง/โดนน้อย
- ในอีก 5 ปีข้างหน้า ทักษะไหนจะเปลี่ยนแปลงหนักสุดจาก AI
- กลุ่มที่ เปลี่ยนเยอะ คือ ทักษะที่เกี่ยวกับ
- ใช้ดิจิทัล
- จัดการข้อมูล
- ประมวลผลสารสนเทศ
- งานเอกสารจำนวนมาก
- กลุ่มที่ เปลี่ยนน้อยสุด คือ ทักษะสาย ดูแล/ช่วยเหลือมนุษย์ เช่น
- การดูแลผู้ป่วย
- งานบริการที่ต้องใช้ความเข้าใจคนสูง ๆ
- การสนับสนุนด้านอารมณ์
- ในสกิลด้าน ภาวะผู้นำและการจัดการเอง ก็มีทั้ง
- ทักษะที่ต้องเปลี่ยนหนัก เช่น การจัดลำดับความสำคัญ (ต้องใช้ข้อมูลจาก AI ประกอบ)
- ทักษะที่ยังเหมือนเดิม เช่น การโค้ชคน การเป็น Mentor แต่จะใช้ข้อมูลจาก AI ช่วยให้โค้ชได้เฉียบขึ้น
สกิลที่ต้องมีเพิ่ม คือ AI fluency
- McKinsey พบว่า ความต้องการสกิลนี้ในประกาศงานสหรัฐเพิ่มขึ้นประมาณ 7 เท่าใน 2 ปี เร็วกว่า Growth ของสกิลอื่นทั้งหมด
Skill Adjacencies สกิลข้ามสาย และโอกาสย้ายงาน
- หลายอาชีพมีสกิลแกนกลางที่คล้ายกัน จะเห็นว่า คนจากสายหนึ่งสามารถย้ายไปอีกสายได้ โดยต้องอัปเพิ่มแค่ไม่กี่สกิล
- ในรายงานมีตัวอย่างว่า ถ้าเปรียบ ผู้บริหารบัญชี กับงานอื่น ๆ จะเห็นว่ามีหลายงานที่ใช้ Skills ใกล้เคียงกัน เช่น การสื่อสารกับลูกค้า การคิดเชิงธุรกิจ การบริหารโปรเจกต์ ฯลฯ
Redesign ทั้ง Workflows ไม่ใช่แค่เอา AI ไปติดเป็นจุด ๆ
- หลายองค์กรเอา AI ไปใช้แค่ งานย่อย ๆ แทนที่จะรื้อใหม่ทั้ง Workflows ให้เหมาะกับยุคที่มี AI
ยกตัวอย่างเช่น ธนาคาร:
- แบบเดิม: ให้พนักงานเข้าถึงแชตบอตไว้ถามข้อมูลแบบเฉพาะกิจ
- แบบที่ควรเป็น: ออกแบบ กระบวนการอนุมัติและบริหารสินเชื่อ ใหม่ทั้งชุด
โดยมี Agent ช่วยเช็กเอกสาร ประเมินความเสี่ยง อัปเดตสถานะลูกหนี้ ฯลฯ
แล้วให้คนโฟกัสกับเคสยาก การเจรจา และการตัดสินใจสำคัญจริง ๆ
- 60% ของมูลค่าทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ จาก AI จะมาจาก Workflows ที่อยู่ ใจกลาง อุตสาหกรรมแต่ละแบบ เช่น ซัพพลายเชนของโรงงาน การวินิจฉัยและรักษาในโรงพยาบาล การบริหารความเสี่ยงในสถาบันการเงิน และพวกนี้ถ้าใช้ Agent ช่วยจะสร้างมูลค่ามากกว่า 3/4 ของมูลค่า AI ทั้งหมด
- ส่วน Robots อยู่ที่ราว 1/4 ของมูลค่า AI ทั้งหมด
บทบาทผู้นำในยุคที่มี Human + Agent + Robot
- ยิ่งเทคโนโลยีทำงานแทนได้มากเท่าไร การใช้วิจารณญาณและการกำกับดูแลของคน ยิ่งสำคัญมากขึ้น ทาง McKinsey จึงตั้งคำถามไว้กับผู้นำ ผู้บริหารองค์กรที่สำคัญถึง 6 ข้อ
- คำถามสำคัญสำหรับผู้นำ
- คุณกำลังออกแบบธุรกิจ เพื่ออนาคต จริง ๆ ไหม
- เอา AI ไปแค่ช่วยงานเดิม หรือกล้ารื้อเวิร์กโฟลว์ใหม่เลย
- มองย้อนจากภาพอีกหลายปีข้างหน้า แล้วค่อยวางแผนปรับโครงสร้าง บทบาท และสกิล
- คุณนำ AI มา Transformation ทั้งธุรกิจ หรือแค่โปรเจกต์เทคโนโลยี
- ถ้าปล่อยให้เป็นเรื่องของฝ่าย IT อย่างเดียว
- โอกาสจะได้แค่ของเล่น ไม่ได้เปลี่ยนเกม
- ต้องมี commitment จากผู้บริหารสูงสุด และดูผลกระทบต่อคนในทุกฟังก์ชัน
- คุณสร้างวัฒนธรรมทดลอง-เรียนรู้แล้วหรือยัง
- AI มาพร้อมความไม่แน่นอน
- องค์กรที่เรียนรู้เร็ว คือ องค์กรที่ ทดลองเล็ก ๆ ต่อเนื่อง และยอมรับว่าบางอย่างอาจไม่เวิร์ก
- คุณสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยยังไง
- จากการเช็กงานทีละชิ้น → ไปเป็น ตั้งนโยบายชัด, ตรวจตราเหตุผลของ AI, รู้ว่า กรณีไหนต้องให้คนตัดสินใจเอง
- ต้องบาลานซ์ระหว่าง คุมความเสี่ยง กับ ไม่ไปบีบจนปิดกั้นนวัตกรรม
- คุณเตรียมผู้จัดการให้บริหาร ทีมผสม Human + Agent + Robot หรือยัง
- งานกำกับดูแลทั่ว ๆ ไปบางส่วนจะถูกอัตโนมัติ
- ผู้จัดการจะต้องเน้น
- โค้ชคน
- บริหารความสัมพันธ์ในทีม
- ตรวจ bias และความถูกต้องของระบบ
- การวัดผลงานต้องสะท้อนทั้งผลงานคน + ผลงานเอเจนต์/โรบอต
- คุณเตรียมคนให้มีสกิลและบทบาทใหม่แล้วหรือยัง
- ต้องตัดสินใจว่า capacity ที่ว่างจาก AI จะเอาไปใช้เพื่อ
- ทำงานมูลค่าสูงขึ้น
- ลดต้นทุน (ส่วนใหญ่คงผสมทั้งสอง)
- ให้คนเห็น เส้นทางสกิล ที่ชัดเจนว่า จะเติบโตไปอยู่ในบทบาทไหน
- ต้องตัดสินใจว่า capacity ที่ว่างจาก AI จะเอาไปใช้เพื่อ
- ดันให้ AI fluency อยู่ทุกระดับ ไม่ใช่เฉพาะสายเทคฯ เท่านั้น
บทบาทของสถาบัน / ประเทศ
- ขยายไปเรื่อง สังคมและสถาบัน ด้วยว่า ช่วงที่เศรษฐกิจเปลี่ยนแรง ๆ แบบนี้ ประเทศ/สถาบันต้องช่วยสร้างระบบให้คน เปลี่ยนผ่านได้ ทั้งด้านการศึกษา การคุ้มครองแรงงาน และการฝึกสกิลตลอดชีวิต
ข้อสรุป:
จาก Report นี้ คน คือ คนกำหนดโจทย์และมาตรฐาน Agent คือ สมองเสริมจัดการข้อมูล Robot คือ มือทำงานภาคสนามแทนเรา ถ้าออกแบบให้ 3 ส่วนนี้รับไม้ต่อกันดี จะมีเวลาไปโฟกัสกับการตัดสินใจ การสร้างคุณค่าใหม่ และการดูแลคน เปิดโอกาสให้คนเก่งได้โชว์ของมากขึ้น




