สรุป Session: Leadership Trends for Tomorrow: Leading in the Age of AI ความเป็นผู้นำในยุค AI จากงาน Future Trends Ahead Summit 2026 โดยดร.อิ๊น สุทธิโสพรรณ ช่วยวงศ์ญาติ, Partner & CEO Slingshot Group
คน คือผู้เผชิญกับทุกเทรนด์
– ท่ามกลางเทรนด์ด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุดและเป็นผู้เผชิญกับเทรนด์ทั้งหมดเหล่านั้นก็คือ คน (People)
ดร.สุทธิโสพรรณ นำเสนอผลจากงานวิจัยของ Slingshot Group ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำงานด้านการพัฒนาผู้นำและบุคลากร โดยศึกษาจากข้อมูลปี 2025 เพื่อมองไปข้างหน้าสู่ปี 2026 ว่าคนทำงานและองค์กรโฟกัสอะไร มากที่สุด เพื่อให้เลือกทำเรื่องที่ใช่แทนการพยายามทำทุกอย่างจนเหนื่อย
วันนี้เราท้าทายเรื่องอะไร?
ดร.สุทธิโสพรรณ บอกว่า ทีมงานให้ทุกคนสแกน QR และพิมพ์คำเดียวว่าอะไรคือ Challenge ที่เจอ
คำที่เด่น ๆ ในห้อง จะวนอยู่กับธีมใหญ่ ๆ เช่น
- ความไม่แน่นอน / การเปลี่ยนแปลง (Change)
- การเมือง / ภาวะภายนอกที่คุมไม่ได้
- สุขภาพ / การปรับตัว
- เรื่องผู้นำ
ดร.สุทธิโสพรรณ เชื่อมกลับว่า ผู้นำสำคัญ เพราะถ้าเรารับเทรนด์มาทุกอันแล้วทำหมดทุกอัน มันจะเหนื่อยมาก ประเด็น คือ ปีนี้ควรโฟกัสอะไรเป็นพิเศษ
ที่มาของข้อมูล
- การศึกษานี้ดำเนินการในช่วงปลายปี 2025 ครอบคลุมทุกระดับตำแหน่งในองค์กร ตั้งแต่องค์กรขนาดเล็กที่มีพนักงาน 10–20 คน ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ระดับหมื่นคน นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเปรียบเทียบจาก Snapshot ของปีก่อนหน้าที่ทำงานร่วมกับประมาณ 500 องค์กร
- 200+ องค์กรที่สำรวจ
- 200+ คนทำงานที่ตอบแบบสอบถาม
- 500 องค์กร (ข้อมูลเปรียบเทียบปีก่อน)
- ทุกระดับและขนาดองค์กร
Top ประเด็นที่คนในองค์กร ให้ความสำคัญ
ดร.สุทธิโสพรรณ บอกว่า Top 3 แต่คะแนนท้าย ๆ เท่ากัน เลยเป็น 4 ประเด็น
- External Factors ปัจจัยภายนอก
- ผู้นำจำนวนมากโฟกัสเรื่องข้างนอก เช่น
- ตลาดเปลี่ยนเร็ว
- เทคโนโลยี (โดยเฉพาะ AI)
- การเมือง / สุขภาพ
- คู่แข่ง / สิ่งที่จะ Disrupt ธุรกิจ
- มุมของผู้นำ คือ ต้องตอบเทรนด์ผู้บริโภคให้ทัน และ ต้องสู้เกมแข่งขันให้ได้
- แต่มีจุดต่างสำคัญ คือ ปีที่ผ่านมา ตอนทำ Snapshot กับองค์กรจำนวนมากขึ้น (ประมาณ 500 องค์กร) คนทำงานมองอีกแบบ, คนทำงานไม่ได้บอกว่าข้างนอกไม่สำคัญ แต่รู้สึกว่า งานข้างในก็ล้นอยู่แล้ว และ Process ใหม่ ๆ ก็ถาโถมไม่หยุด
- ผู้นำจำนวนมากโฟกัสเรื่องข้างนอก เช่น
- Internal Peace ความสงบภายในองค์กร
- พอผู้นำเห็นศึกข้างนอกหนัก แล้วศึกข้างในหนักเหมือนกัน จึงเกิดโจทย์ว่า
- ปีที่ผ่านมาองค์กรจำนวนมากปรับโครงสร้าง เพิ่ม productivity/efficiency และมีการลดคน
- คนที่เหลืออยู่ต้องทำงานหนักขึ้น ในขณะที่เพื่อนร่วมงานหายไป
- สิ่งที่ผู้นำเริ่มให้ความสำคัญมาก คือ ดูแลความรู้สึกและความสงบภายใน เพราะถ้าศึกนอก + ศึกในมาชนกัน องค์กรอาจหมดแรงและไปต่อไม่ไหว
- Culture จึงกลับมาเป็นหัวข้อหลัก โดยเฉพาะ Culture ที่ทำให้เกิด Trust
- ดร.สุทธิโสพรรณ บอกว่า โฟกัสใหญ่ของปีนี้ คือ ทำยังไงให้คนไว้ใจ กัน และไว้ใจผู้นำ
- พอผู้นำเห็นศึกข้างนอกหนัก แล้วศึกข้างในหนักเหมือนกัน จึงเกิดโจทย์ว่า
- Human & Workforce คนและกำลังคน
- ปีนี้หลายองค์กรสะท้อนว่า ความไม่มั่นคงทางอาชีพสูงขึ้นและสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญ ไม่ใช่แค่ Skill set แต่เป็นเรื่อง
- Motivation
- Energy & Inspiration
- มีตัวอย่างที่ดร.สุทธิโสพรรณเล่าว่า หลายทีมถึงขั้นเช็กทุกวันว่า วันนี้คนในทีมมีพลังระดับไหน เพราะทรัพยากรบางอย่างคุมยาก แต่สิ่งที่พอ บริหารได้มากและแทบไม่จำกัด คือ พลังและแรงบันดาลใจของคน
- ปีนี้หลายองค์กรสะท้อนว่า ความไม่มั่นคงทางอาชีพสูงขึ้นและสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญ ไม่ใช่แค่ Skill set แต่เป็นเรื่อง
- Technology Adoption การนำเทคโนโลยีมาใช้
- ดร.สุทธิโสพรรณเล่าว่า เรื่องนี้แทบทุกคนคาดเดาได้
- ปีนี้องค์กรจำนวนมากพูดเรื่อง AI หนักมาก และเป็นหัวข้อที่วิทยากรโยงต่อไปว่า ผู้นำควรโฟกัสอะไรในยุคนี้
- ดร.สุทธิโสพรรณเล่าว่า เรื่องนี้แทบทุกคนคาดเดาได้
5 สิ่งที่ผู้นำควรโฟกัสในยุค AI
- เมื่อมีหลายเรื่องที่ต้องทำแต่ทรัพยากรมีจำกัด การเลือกโฟกัสจึงสำคัญ ภายใต้แนวคิดทำน้อยแต่ได้มาก
- การมองการณ์ไกลเชิงกลยุทธ์ (Strategic Foresight)
- ผู้นำต้องมีทักษะในการมอง Strategic Foresight ไม่ใช่การทำนายว่า หวยจะออกทางไหน แต่คือ
- การมอง Data ที่เยอะมากในโลก
- จับความเสี่ยง ก่อนลงทุนหรือขยับกลยุทธ์
- ที่สำคัญคือ จับสัญญาณให้ได้ ก่อนเทรนด์จะมา เพื่อเปลี่ยนเกมได้ทัน
- ผู้นำต้องมีทักษะในการมอง Strategic Foresight ไม่ใช่การทำนายว่า หวยจะออกทางไหน แต่คือ
- วัฒนธรรมองค์กรในฐานะระบบปฏิบัติการ (Culture as Operating System)
- วัฒนธรรมองค์กรที่พูดถึงในปีนี้ ไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรม แปะป้าย พูดเรื่อง Value หรือแจกของที่ระลึก แต่คือ การเอา Culture เข้าไปอยู่ใน Operating System ขององค์กร ในยุคที่ทุกองค์กรใช้ AI อยู่แล้ว
- Culture ที่สำคัญที่สุดคือ Culture ของ Trust โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำให้คนในองค์กรไว้วางใจผู้นำ เพราะองค์กรหลายที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงแรง ๆ มาแล้ว คนที่อยู่ต่อต้องเชื่อใจว่า องค์กรพาไปทางที่ถูก
- การประสานพลังระหว่างคนกับ AI (Human + AI Collaboration)
- ผู้นำต้องสามารถบรรเลงให้ Human กับ AI ทำงานร่วมกันในองค์กรได้อย่างลงตัว ไม่มีใครมาหยุดใครได้อีกแล้ว แต่ผู้นำมีหน้าที่ดึงศักยภาพของทั้งสองฝ่ายออกมาใช้ไปพร้อมกัน
- ตัวอย่างจริง
- ธุรกิจ Wholesale & Retail จุดแข็งของคนไทย คือ Empathy องค์กรจึงใช้ AI ในด้าน Efficiency เช่น แนะนำสินค้า วิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อ และจัดส่ง แต่ไม่ทิ้งคน เพราะแรงงานไทยไม่ได้มีค่าแรงสูง และเมื่อรวมกับจุดแข็งด้าน Empathy จึงใช้คนในการ Provide Service ที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งที่ซื้อ Technology มาเหมือนกัน
- ผู้นำที่เก่งต้องกล้าตั้งคำถามว่า AI ให้คำตอบมาถูกต้องหรือไม่ กล้า Challenge สิ่งที่ AI แนะนำ แทนที่จะเชื่อทั้งหมด สุดท้ายองค์กรจะชนะคู่แข่งที่ซื้อเทคโนโลยีเหมือนกันได้
- การตัดสินใจและการคิดเชิงวิพากษ์ (Judgment & Critical Thinking)
- ในโลกที่มี Data มากมายและ AI ช่วยตอบคำถามได้ทุกเรื่อง มนุษย์มีแนวโน้มจะใช้สมองน้อยลง สิ่งที่ผู้นำต้องรีบ build คือ
- Judgment (การตัดสินใจ)
- Critical Thinking (คิดเชิงวิพากษ์ / ตั้งคำถามกับคำตอบ)
- ความเข้าใจเรื่อง Ethical / ไม่ Ethical เวลาใช้ AI
- ผู้นำหลายคนยืนยันว่า AI อาจ Copy ได้เพียง 50% หรือมากกว่าเล็กน้อย บทบาทสำคัญของผู้นำคือมี Judgment ระดับ A และรู้ว่าอะไร Ethical หรือไม่ Ethical
- ดังนั้น Ethical AI จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในมิติของ Judgment
- ดร.สุทธิโสพรรณ ย้ำว่า อย่าเชื่อ AI ทั้งหมดต้องกล้าตรวจ กล้าท้วง และรู้กรอบจริยธรรมในการใช้
- ในโลกที่มี Data มากมายและ AI ช่วยตอบคำถามได้ทุกเรื่อง มนุษย์มีแนวโน้มจะใช้สมองน้อยลง สิ่งที่ผู้นำต้องรีบ build คือ
- การนำด้วยความเข้าอกเข้าใจ (Leading with Empathy)
- บอกว่า ต่อให้ AI เก่งขึ้นแค่ไหน มนุษย์ยังต้องการ Safety สิ่งที่มนุษย์ต้องการ คือ Psychological Safety (ความปลอดภัยทางจิตใจ) ผู้นำมีบทบาทในการทำให้คนในองค์กรรู้สึกปลอดภัย ผ่านการ Lead ด้วย Empathy
เทรนด์ที่น่าสนใจในปีนี้คือ การสร้าง Psychological Safety ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มคนรุ่นใหม่อีกต่อไป แต่ขยายไปถึงกลุ่มคนรุ่นพี่ในวัยเกษียณด้วย มีองค์กรที่สร้าง Employee Life Cycle โดยดึงคนเกษียณกลับเข้ามาเป็น Advisor เพื่อให้รู้สึก Safety ไม่ตกขบวน เพราะเชื่อว่าผู้นำที่หลากหลาย Gen จะยิ่งเข้าใจและเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคภายนอกได้ดีขึ้น
ข้อสรุป:
ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านที่ทั้งองค์กรและคนทำงานต่างยอมรับว่า ยังไม่พร้อม การพยายามทำทุกอย่างพร้อมกันจะนำไปสู่ความเหนื่อยล้า การเลือกโฟกัส 5 เรื่องนี้ที่ผู้นำองค์กรชั้นนำให้ความสำคัญ จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น
Source:
สดจากงาน Future Trends Ahead Summit 2026




