การทดลองทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ไม่ใช่แค่เทรนด์ เป็นโจทย์ใหญ่ของโลกธุรกิจยุค AI ที่กำลังทดสอบสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและมนุษยธรรม Kelly Daniel จาก Lazarus AI ชี้ว่า เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงลดงานซ้ำซ้อน แต่เปิดโอกาสให้องค์กรออกแบบระบบงานใหม่ที่ฉลาดขึ้น เมื่อประสิทธิภาพไม่ได้ขึ้นกับจำนวนชั่วโมง แต่ขึ้นกับคุณภาพของการโฟกัสงาน

AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือตัวเปลี่ยนเกม

จากการศึกษาของ MIT และ Goldman Sachs (2023) AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเฉลี่ย 14-25% ตัวอย่างจริงจากบริษัท TechNET IT Recruitment ในสหราชอาณาจักร พบว่า AI ช่วยประหยัดเวลาพนักงาน 21 ชั่วโมง/สัปดาห์ ลดเวลา กับงานซ้ำๆ เช่น การจัดตาราง การคัดกรองเรซูเม่ หรือสร้างรายงาน พวกการจัดหางานลง 10 วันต่อตำแหน่ง ส่งผลให้ทีมทำงาน 4 วันได้โดยไม่เสียประสิทธิภาพ

แต่ไม่ใช่ทุกงานจะเหมาะกับ AI Geoffrey Hamlyn (COO ของ Trepwise) เตือนว่า “งานที่ต้องใช้ทักษะสูงหรือสร้างสรรค์ ยังต้องพึ่งพามนุษย์”

ดังนั้น การประเมินบทบาทของ AI ในแต่ละแผนกจึงเป็นขั้นตอนแรกที่ผู้บริหารต้องลงมือทำ

ภาพประกอบจาก Raconteur

ความเสี่ยงที่ต้องไม่ละเลย

  1. ความเหลื่อมล้ำ: แรงงานรายชั่วโมงอาจไม่ได้ประโยชน์จาก AI เท่าพนักงานบัญชีหรือผู้จัดการฝ่ายตลาด
  2. ความปลอดภัย: Harvard ชี้ว่า AI อาจถูกใช้แสวงหาผลประโยชน์หากขาดกฎหมายควบคุม จึงเสนอทางออกในการป้องกัน เช่น ตรวจสอบการใช้ AI ในที่ทำงาน และกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย
  3. การเปลี่ยนผ่านที่ไม่ราบรื่น: บริษัท Game Lounge พบว่าพนักงานบางส่วนยังไม่สามารถปรับตัวในช่วงแรก ๆ พอปรับตัวได้ ทุกอย่างดีขึ้น

กลยุทธ์ “ตัดสินใจแบบมีชั้นเชิง” สำหรับผู้นำ:

  1. ลดเวลา vs. รักษาผลผลิต: AI อาจทำให้งาน 25% ที่มนุษย์ทำอยู่ถูกแทนที่ (ข้อมูล Goldman Sachs) แต่ต้องออกแบบระบบให้พนักงานโฟกัสงานที่มีมูลค่าเพิ่มแทน
  2. เตรียมแผนรับมือ “การเปลี่ยนผ่านแรงงาน” จัดตั้งโปรแกรม Reskill/ Upskill เพื่อให่พนักงานมีทักษะรองรับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ แม้ว่าข้อมูลของ Future of Jobs Report 2025 นั้นบอกว่า มีตำแหน่งงาน 92 ล้านตำแหน่งจะถูกแทนที่และ จะมีอาชีพใหม่อีก 170 ล้านตำแหน่งมาใหม่
  3. ควบคุมความเสี่ยง” ด้วยกรอบกฎหมาย: เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ หรือใช้ในทางที่ผิด
  4. ความยั่งยืน: การศึกษาจาก Autonomy (2023) ชี้ว่า 28% ของแรงงานอังกฤษอาจทำงาน 32 ชั่วโมง/สัปดาห์ภายใน 2033 องค์กรต้องเตรียมโครงสร้างเงินเดือนและสวัสดิการให้สอดคล้อง

ทางออกสำหรับผู้บริหาร: ทำอย่างไรให้ “Win-Win”?

  1. ใช้ AI แทนคน กับงานที่ใช้เวลามาก แต่ไม่สร้างมูลค่า นำ AI มาใช้ในแผนกที่มีงาน Routine สูง เช่น HR, การเงิน, บริการลูกค้า
  2. ทำงานน้อย แต่ได้งานมาก เช่น บริษัท Driftime (London, UK) ใช้ AI อย่าง Modyfi ออกแบบสร้าง concept ได้เร็วขึ้น ส่งผลให้ทีมงานสร้างไอเดียเร็วและทำงานเสร็จไว Abb-d Taiyo (Co-Founder Driftime) เน้นว่า “แทนที่ผลงานจะลด เพราะทำงานน้อยลง คุณภาพงานกลับสูงขึ้น แถมพนักงานมีความสุขมากขึ้น ความสุขของทีมสัมพันธ์กับคุณภาพงานโดยตรง”
  3. สร้างวัฒนธรรม ไว้ใจและปรับตัว พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง มีแนวคิดที่พร้อมทดลองสิ่งใหม่ Na Fu จาก Trinity Business School ว่า พนักงานต้องพัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่ใช้ประโยชน์จาก AI ได้ แทนที่จะเป็นแค่ผู้ดูแลระบบ
  4. วัดผลและปรับปรุงต่อเนื่อง: Geoffrey Hamlyn (COO) เตือนว่า “ไม่ใช่ทุกงานเหมาะกับ 4 วัน” เช่น งานบริการหรือกฎหมายที่คิดเงินแบบรายชั่วโมง ต้องทดลองก่อน ขยายผลทีหลัง (Pilot Project)

คนสุดท้ายที่จะตัดสิน คือ ผู้บริหาร

Jamie Dimon CEO JPMorgan Chase คาดการณ์ว่า “มนุษย์จะทำงาน 3.5 วันต่อสัปดาห์ในอนาคต” แต่การไปถึงจุดนั้นต้องการมากกว่าเทคโนโลยี ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ขององค์กร บางแห่งอาจใช้ AI ลดงานบางส่วน แต่เพิ่มงานอื่นให้พนักงานทำแทน องค์กรจึงต้องสร้างระบบที่เชื่อมโยงประสิทธิภาพกับความเป็นอยู่ที่ดีของคนทำงาน

ข้อสรุป:

การมาของ AI ไม่เพียงเปลี่ยนโฉมการทำงาน องค์กรที่ปรับตัวเร็วอย่าง TechNET และ Driftime ใช้ AI ลดงานซ้ำซ้อน 21 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และรักษาคุณภาพงานของงานดีขึ้น ในทางกลับกัน งานบริการหรือสายอาชีพที่ต้องใช้ทักษะสูงยังคงเผชิญข้อจำกัด ผู้บริหารจึงต้องวางกลยุทธ์ให้ชัดเจน และยอมรับการใช้ AI เป็นพันธมิตร เพื่อขยายศักยภาพมนุษย์ และสร้างวัฒนธรรมที่เชื่อมั่นว่า “เวลาที่น้อยลง จะเป็นผลลัพธ์ที่มากขึ้น”

Source:

CNBC, Reconteur, BBC, Future of Jobs Report 2025