เมื่อ AI กำลังจะฉลาดกว่ามนุษย์ 8,000 ล้านคนรวมกันในอีก 5 ปีข้างหน้า, ทางรอดเดียวของลูกหลานไม่ใช่การแข่งจำความรู้ในตำรา แต่คือการสร้าง Character ให้เป็นมนุษย์เป็ดที่สั่ง AI เป็น เพื่อคว้าโอกาสบนขาขึ้นของโลกยุค K-Curve

สรุป Youtube: โลกใหม่ของ AI ลูกเราอาจไม่รอด “คุณท๊อป จิรายุส” | MAME TALK จากช่อง Praew สัมภาษณ์โดยคุณแพรว เพชรแพรว พรพิพัทวัฒนกุล

AI กำลังจะเปลี่ยนโลกทั้งใบ

  • คุณท็อปเปิดประเด็นว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่เรื่องของลูกหลาน Gen Alpha แต่คนยุคปัจจุบันก็ต้องกังวลด้วย จากที่ไปประชุมมา มีการคาดการณ์ว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า 60% ของคนในประเทศที่พัฒนาแล้วจะตกงาน และถ้ารวมทั้งโลกจะอยู่ที่ 40% นั่นคือ 1 ใน 2 คนที่เราเจอจะไม่มีงานทำ
    • 60% ตกงานในประเทศพัฒนาแล้ว
    • 40% ตกงานทั่วโลก
    • 5 ปี ภายในระยะเวลา

AI ฉลาดล้ำเกินมนุษย์ (Singularity)

  • ภายในปีหน้า หรือปี 2027 AI จะเริ่มเก่งกว่ามนุษย์รายบุคคล และภายในปี 2030 (อีก 5 ปี) AI จะฉลาดกว่ามนุษย์ 8,000 ล้านคนรวมกัน
  • คุณท็อป บอกว่า Humanoid Robot หุ่นยนต์ที่ยกของหนักกว่าคน ทำงาน 24 ชั่วโมง ไม่เหนื่อย ไม่ต้องกิน ไม่ต้องขอเข้าห้องน้ำ ไม่มีเงินเดือน ก็กำลังจะมา ราคาจะถูกมาก ๆ เข้าถึงทุกอุตสาหกรรม มีติดบ้านเหมือนที่ทุกคนมี iPhone อยู่กับตัว

โลกแห่งความอุดมสมบูรณ์ (A World of Abundance)

  • เมื่อ AI มา ต้นทุนส่วนเพิ่มของการบริการ (Marginal Cost of Service) จะวิ่งเข้าสู่ศูนย์ อยากจะทำวิจัย, เขียนโค้ด หรืองานบริการอะไรก็ตาม AI ทำให้หมดแล้ว ทันที ไม่มีต้นทุน
  • Marginal Cost of Service → 0
  • งานบริการ วิจีย เขียนโค้ด บุ๊กตั๋ว จองอาหาร AI ทำให้ทันทีโดยไม่มีต้นทุนเพิ่ม
  • Marginal Cost of Production → ค่าวัตถุดิบ
  • หุ่นยนต์ผลิตทุกอย่าง ไม่มีเงินเดือน เหลือแค่ค่า Material บวก 3D Printing แทบจะฟรี

AI ไม่ขี้เกียจเหมือนมนุษย์ มันจะเปรียบเทียบราคา บุ๊กตั๋ว จองอาหาร ทุกอย่างอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทที่เคยอยู่รอดเพราะความขี้เกียจของมนุษย์ก็จะหายไป

แต่ปัญหา คือ พอทุกอย่างเข้าถึงได้หมด อยากได้อะไรก็ได้ มันจะเกิดความว่างเปล่าแบบใหม่ เหมือนเล่นเกมจนผ่านด่านสุดท้ายแล้ว แล้วทำอะไรต่อ? นี่คือ Existential Crisis ที่จะเกิดกับทุกคน ไม่ใช่แค่มหาเศรษฐี 1-2% อีกต่อไป

ยังจำเป็นต้องส่งลูกเรียนโรงเรียนดัง ๆ ไหม?

  • คุณแพรวถามตรง ๆ ว่า ถ้าปีหน้า AI ฉลาดกว่ามนุษย์แล้ว มนุษย์ยังต้องเรียนรู้อย่างไร?
  • คุณท็อปบอกว่า คำตอบของตัวเองเปลี่ยนไปทุกปี
  • ปีที่แล้ว อย่าไปเรียนอะไรที่ต้องใช้ความจำ ทำซ้ำ ๆ ให้เน้นสมองซีกขวา เน้น Creativity → ปีนี้ ไม่แน่ใจแล้ว เพราะ AI เริ่มทำสมองซีกขวาได้ดีขึ้นด้วย ทั้ง Creativity ทั้ง Logic

นอกจากนี้ มีการทดลองให้คนทั่วไปอ่านบทกลอน 2 บท

  1. อันหนึ่ง AI แต่ง
  2. อีกอันกวีเบอร์ 1 ของโลกแต่ง

ผล คือ คนส่วนใหญ่เลือกบทกลอนที่ AI แต่ง แต่ถ้าถามกลุ่มกวีด้วยกันเอง คนยังชนะอยู่ เหมือนให้คนทั่วไปชิมกาแฟก็บอก Starbucks อร่อย แต่คอกาแฟจริง ๆ ไม่มีใครกิน Starbucks

ทักษะที่ 1 มนุษย์เป็ด (Generalist) คือผู้ชนะ

  • คุณท็อปย้ำว่า หมดยุคผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialist) แล้ว เพราะ AI จะทำหน้าที่เจาะลึกแทนเราเอง หน้าที่ของมนุษย์ คือ มนุษย์เป็ดที่รู้กว้าง (Generalist) เพื่อให้สามารถสั่ง AI ในหลายๆ ด้านมาประกอบร่างกันได้

ทักษะสำคัญที่สุด คือ การตั้งคำถามที่ถูกต้อง (Ability to ask the right question) ไม่ใช่การตอบคำถามเก่งเหมือนเมื่อก่อน

คนที่เก่งเทคนิคมาก ๆ ทางเดียว ใช้ AI ก็เสริมได้แค่ทางเดียว แต่สั่งเรื่องอื่นไม่เป็นเพราะไม่มีความรู้เรื่องอื่น ส่วนคนที่เป็น Generalist แม้จะไม่รู้ลึกเท่า แต่สุดท้าย AI ก็พาไปถึงเส้นชัยเดียวกันได้ และยังสั่ง AI ได้หลากหลายมิติกว่า

สิ่งที่พ่อแม่ต้องสร้างให้ลูก: Character และ Mindset

  • คุณท็อปบอกว่า พ่อแม่ต้อง Shift จากการคิดว่า ลูกจะต้องเรียนอะไรดีมาเป็นการสร้าง Character และ Mindset ตั้งแต่เด็ก ซึ่งสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าโลกจะเป็นอย่างไร:
  1. ความอดทน เด็กยุคใหม่มักรอไม่เป็น คุณท็อปแนะนำให้ฝึกผ่าน Marshmallow Test เพื่อให้เขารู้จักรอคอยความสำเร็จในอนาคต
  2. การเสียสละ (Sacrifice) พร้อมที่จะยอมเสียบางอย่างเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่า
  3. Intellectual Humility (ทักษะที่ 2) ความอ่อนน้อมทางสติปัญญา พร้อมเป็นน้ำครึ่งแก้วและเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา พร้อมปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์เหมือนน้ำที่ Fluid
  4. Empathy ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เป็นทักษะพื้นฐานในการอยู่ร่วมกับมนุษย์ที่ AI ยังเข้าไม่ถึงแก่นแท้
  5. Communication Skill ไม่ใช่แค่พูดชัด แต่ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของภาษา (Culture of Language) รู้บริบทว่าเมื่อไหร่ควรพูดตรงหรือพูดอ้อม
  6. Teamwork ทักษะการอยู่ร่วมกับคนอื่น เพื่อขับเคลื่อนงานใหญ่ให้สำเร็จร่วมกัน
  7. Leadership การรู้จักนำพาคนและกำหนดทิศทาง ซึ่งจะเป็นทักษะที่ใช้ควบคู่กับการสั่งงาน AI ในอนาคต
  8. Public Speaking การสื่อสารในที่สาธารณะเพื่อถ่ายทอดไอเดียและสร้าง Impact
  9. Negotiation ศิลปะการเจรจาเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่พอใจทุกฝ่าย ซึ่งต้องใช้ความเข้าใจมนุษย์อย่างลึกซึ้ง

ทักษะทั้งหมดนี้คุณท็อปย้ำว่าเราสามารถฝึกฝนและสร้างให้ลูกได้ตั้งแต่เด็ก เพื่อให้เขาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และอยู่เหนือ AI ได้อย่างสง่างาม

คุณ Top บอกว่า คนที่จะเก่งในอนาคตไม่ใช่คนที่ ตอบคำถาม เก่ง เพราะ AI ตอบได้ดีกว่า แต่เป็นคนที่ ถามคำถามที่ถูกต้อง ได้ (Ability to Ask the Right Question)

โลกมัน Flip แล้ว เมื่อก่อนคนฉลาดคือคนที่จำได้เยอะ ตอบได้ทุกเรื่อง แต่ตอนนี้ความสามารถมันเปลี่ยนจากการตอบเป็นการตั้งคำถาม

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความทะเยอทะยาน (ทักษะที่ 3)

  • คุณท็อปบอกว่า อย่างเดียวเลยที่พ่อแม่ต้องเตรียมฝึกให้ลูกมีคือ ความทะเยอทะยาน แค่นั้นจบ ถ้าเด็กมีความทะเยอทะยาน ที่เหลือตามมาหมด จะยากแค่ไหน จะฝึกสกิลเซ็ตอะไร จะยอม Delay Gratification แค่ไหน มันตามมาเอง เพราะมันอยากได้ มันเลยอดทน มันเลยฝืน มันเลยเสียสละ
  • คุณท็อปเล่าว่า ตัวเองเป็นหลานคนแรกของตระกูลพ่อค้าแม่ค้า ญาติ 50-60 คน ไม่มีใครเรียนมหาวิทยาลัยท็อปมาก่อนสักคน แต่ทำได้เพราะมีความทะเยอทะยานสูงมากโดยที่พ่อแม่ไม่เคยกดดัน กดดันตัวเองทั้งหมด ช่วงมหาวิทยาลัยไม่ไปปาร์ตี้ ไม่ออกเดท มีแต่หนังสือ เพราะความทะเยอทะยานมันสูงกว่าเด็กคนอื่น

อย่าครอบความเชื่อเก่าให้ลูก

  • คุณท็อปยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า สมมติพ่อแม่ฝึกลูกให้ตื่นเช้าทุกวันเพื่อโตมาประกอบอาชีพ คนเคาะประตูปลุกคนตื่น ซึ่งเป็นอาชีพจริง ๆ ก่อนที่จะมีนาฬิกาปลุก พ่อแม่คงหวังดี แต่ไม่รู้หรอกว่านาฬิกาปลุกจะมาทำให้อาชีพนี้หายไป เช่นเดียวกัน AI คือนาฬิกาปลุกของยุคนี้
  • อาชีพใหม่จะเกิดขึ้นทุกยุคสมัยตาม Infrastructure ใหม่ ให้สร้าง Mindset สร้าง Character ไว้ แล้วเขาจะ Find the Way ของเขาเอง เพราะโลกมันไปเร็วเกินกว่าวิสัยทัศน์ของคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่จะมองเห็นอยู่แล้ว

Platform Shift ที่เปลี่ยนทุกอุตสาหกรรม

  1. PC (Personal Computer) ทุกคนใช้คอมพิวเตอร์หมดไม่ว่าอุตสาหกรรมไหน
  2. อินเทอร์เน็ต ทุกคนใช้อินเทอร์เน็ตหมด
  3. สมาร์ทโฟน / Social Media เปลี่ยนวิธีสื่อสารทั้งหมด
  4. AI จะเปลี่ยนทุกอาชีพ ทุกอุตสาหกรรม ยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ครอบครัวอบอุ่นคือ Foundation

  • พ่อแม่คุณท็อปปล่อยให้ลองผิดลองถูก ไม่ห้าม ไม่ตัดขาด ดูอยู่ไกล ๆ สนับสนุนทางจิตใจ (Moral Support) แต่ไม่ Micro Manage ตอนทำคริปโตก็ไม่เห็นด้วย ทะเลาะกันในครอบครัว แต่ไม่ห้าม ปล่อยให้ล้มลุก
  • สิ่งที่สำคัญ คือ ครอบครัวต้องอบอุ่นเป็น Foundation เหมือนร่างกายที่แข็งแรง แต่ร่างกายที่แข็งแรงก็ต้องมี Good Stress บ้าง

ร้อนมากก็ไปทำซาวน่า หนาวมากก็ไป Ice Bath ออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อฉีกขาดแล้วกลับมาแข็งแรงกว่าเดิม เลี้ยงลูกก็เช่นกัน ปล่อยให้ล้ม ปล่อยให้ลุก ในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้

อย่าเลี้ยงลูกมาแบบไม่เคยล้มเลย เดี๋ยวล้มทีตอนที่พ่อแม่ไม่อยู่แล้ว อาจจะหนักเลย

ภาษาคือ วัฒนธรรม ไม่ใช่แค่การสื่อสาร

คุณท็อปบอกว่า เทคโนโลยีแปลภาษา Real Time มาแน่ ล่าสุดหูฟัง Apple ก็ทำ Live Translation ได้แล้ว แต่สิ่งที่ต้องเรียนรู้ไม่ใช่ภาษาตรง ๆ แต่เป็น วัฒนธรรมของภาษา เช่น

  • อิสราเอล Direct Feedback ต้องพูดตรง ๆ ถ้าไม่พูดตรง จะถูกมองว่าเชื่อใจไม่ได้
  • ไทย Indirect Feedback ห้ามพูดตรง ๆ ผ่าซากเด็ดขาด ต้องฝากเพื่อนสนิทบอกแทน
  • จีน กวงจี (Guanxi) ต้องไปชนแก้วก่อน เมาจนเปิดใจ ก่อนถึงจะเซ็นสัญญา
  • เยอรมนี Right to the Point อยากจะได้อะไรบอกมา เขียนเข้าไปใน Contract จบ

ทั้งหมดนี้ คือ Communication Skill ที่ลึกซึ้งกว่าแค่พูดภาษาได้ ซึ่ง AI แปลภาษาตรง ๆ ได้ แต่เรื่องวัฒนธรรมพวกนี้ต้องเรียนรู้เอง

โลกแห่งความเหลือเฟือ (World of Abundance) และวิกฤตตัวตน

  • เมื่อ AI และหุ่นยนต์ทำทุกอย่างแทนจนต้นทุนการบริการและการผลิตเกือบเป็นศูนย์ (Marginal Cost 0) ของทุกอย่างจะราคาถูกลงมาก
  • แต่มนุษย์จะเจอวิกฤต Existential Crisis หรือการตั้งคำถามว่า ฉันเกิดมาทำไม? เพราะ AI แย่งงานที่เคยสร้างความภูมิใจไปหมดแล้ว

อนาคตของการเงิน

  • ในวันที่ AI คุยกับ AI และหุ่นยนต์ทำงาน 24 ชั่วโมง มันโอนเงินกระดาษกันไม่ได้ มันต้องเป็น Crypto ที่มี Smart Contract, Automate ได้, มี Digital Rail ที่ Integrate กับ AI ได้ทันที Real Time 24 ชั่วโมง ไม่ปิดเสาร์อาทิตย์ ไม่ปิดหลัง 5 โมงเย็น
  1. AI = Computing OS ระบบปฏิบัติการทางการประมวลผล
  2. Blockchain = Economic OS ระบบปฏิบัติการทางเศรษฐกิจ ที่ต้องไปคู่กัน

คุณท็อปบอกว่า Bitcoin จะเป็นเหมือนทองคำหรือโฉนดที่ดินของโลกดิจิทัล สิ่งที่วิ่งอยู่จริง ๆ คือ Stablecoin จะมีหลาย Stablecoin แต่สุดท้ายแบ็คด้วย Bitcoin เหมือนที่เคยแบ็คด้วยทองคำ

Status ใหม่ของมนุษย์ คือ สุขภาพ (Status Game)

  • ที่ผ่านมานวัตกรรมต่าง ๆ ทำให้คนตายยากขึ้น (Life Span ยาวขึ้น) แต่ไม่ได้อยู่อย่างมีคุณภาพ (Health Span ห่างจาก Life Span ประมาณ 10 ปี) ชายไทยตายตอน 75 โดยเฉลี่ย แต่ติดเตียงตั้งแต่ 65
    • 75 ปี Life Span เฉลี่ยชายไทย
    • 65 ปี Health Span (เริ่มติดเตียง)
    • 2039 Longevity Escape Velocity
  • มีการคาดการณ์ว่าในปี 2039 Longevity จะถึง Escape Velocity เราจะสามารถ Reverse อายุเซลล์ในร่างกายกลับไปเป็น 18 ใหม่ได้ อายุ 120 ปีจะเป็น New Normal AI ลงไปถึงระดับโปรตีนแล้ว โรคมะเร็ง HIV มีวิธีรักษาที่ AI คิดค้นออกมา

Status Game จะเปลี่ยน

  • มนุษย์ทุกคนมี Insecurity ข้างใน ไม่อยากรู้สึกด้อยกว่าคนอื่น

Status Game เดิม คือ เงิน / อำนาจ / ชื่อเสียง → Status Game ใหม่ สุขภาพ / Biological Age / คุณภาพชีวิต

พอ Status Game เปลี่ยน ทุกคนจะขวนขวายเรื่องสุขภาพเหมือนที่เคยขายวิญญาณหาเงิน ลูกค้าจะเรียกร้อง หาความรู้ และรู้ความจริงเกี่ยวกับอาหาร อากาศ สิ่งแวดล้อม มันจะพลิกอุตสาหกรรมทั้งหมดจากข้างล่างขึ้นข้างบน

วิกฤตประเทศไทย: ไก่ในดงสิงโต

  • คุณท็อปแสดงความกังวลว่าไทยกำลังเผชิญ 3 เด้ง:
  1. Aging Population แก่ที่สุดในอาเซียน
  2. Technological Disruption
  3. กับดักรายได้ปานกลาง 50 ปี
  4. ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เป็น No Power
  5. Capital Income ลงทุนได้แค่ 1%
  6. เด็กเกิดแค่ 400,000 กว่าคน/ปี

และเรายังไม่มีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ที่แข็งแรงเหมือนประเทศอื่นเพื่อนำเงินไปต่อเงิน

คุณท็อปเปรียบว่าไทยเป็นไก่ในป่า ไม่ใช่สิงโต ไม่ใช่เสือ ได้แต่ต่อรองว่า อย่ากินฉันนะ เดี๋ยวฉันออกไข่ให้เรื่อย ๆ เป็น Kitchen of the World, เป็น Neutral Ground

อีก 50 ปีคนที่มีสัญชาติไทยจะเหลือ 33 ล้านคน จาก 70 ล้าน ปัจจุบันคนเสียชีวิตมากกว่าคนเกิดแล้ว

แต่ข้อดี คือ เทคโนโลยีจะ Democratize Access เด็กที่เรียนโรงเรียนวัดก็จะเข้าถึงคุณครู AI ระดับ Harvard ได้ Absolute Poverty จะดีขึ้น แต่ Relative Poverty (ความไม่เท่าเทียม) จะแย่ลง

KHAF ช่องว่างที่จะถ่างกว้างขึ้น

ขาขึ้น: คนที่ Get AI ใช้ AI เป็น — โกยยิ่งกว่าโกย

ขาลง: คนที่ปรับตัวไม่ได้ — ต้องรอรับ Universal Basic Income

ความไม่เท่าเทียมจะยิ่งถ่างออก ประเทศพัฒนาแล้วอย่าง Norway หรือบางส่วนของลอนดอนเริ่มทดลอง UBI แล้ว เพื่อ Redefine Social Contract ใหม่ให้คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังยังอยู่รอดได้ แต่ประเทศกำลังพัฒนาจะหนักกว่า

เปลี่ยน

  • เปลี่ยนที่ 1: พ่อแม่ต้องพยายามเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนความเชื่อ
  • เปลี่ยนที่ 2: ถ้าเปลี่ยนที่ 1 ไม่ได้ ก็จะถูกเปลี่ยน สังคมจะกดดันให้ต้องเปลี่ยนเอง แต่เปลี่ยนที่ 2 มาด้วยน้ำตา Impact เยอะกว่า เจ็บกว่า เพราะฉะนั้น เปลี่ยน Mindset ตอนนี้ แล้วปรับตัว น่าจะดีกว่ารอถูกบังคับให้เปลี่ยน

ข้อสรุป:

AI กำลังจะฉลาดล้ำกว่าคนทั้งโลกรวมกันทางรอดของลูกไม่ใช่การเรียนเพื่อจำแต่คือการสร้างตัวตนให้มีความทะเยอทะยานและเป็นมนุษย์เป็ดที่รู้จักตั้งคำถาม เพื่อสั่งงานเทคโนโลยีให้เป็น

พ่อแม่ต้องรีบเปลี่ยนความคิดมาเน้นสร้างภูมิคุ้มกันจากการปล่อยให้เด็กได้ลองล้มเองเพื่อคว้าโอกาสบนโลกขาขึ้นแบบ K-Curve ก่อนจะถูกบีบให้เปลี่ยนด้วยน้ำตาในวันที่สายเกินไป

Source:

Youtube