
หลายคนคิดว่ามี AI แล้ว ไม่ต้องเรียนอังกฤษก็ได้ แต่พอฟังจบ ผมกลับได้คำตอบชัด ๆ ว่า AI ช่วยให้เราสื่อสารได้ แต่ภาษาอังกฤษ ทำให้เราสื่อสารแล้วคนเชื่อ โดยเฉพาะสาย Data Analyst (DA) ที่ต้องทำงานกับคนหลายทีม หลายประเทศ สุดท้ายไม่ได้แพ้ที่ความรู้ มักแพ้ที่เล่าไม่ชัดเจน และ นำเสนอไม่ออก
31 มกราคม 2569 คุณทอยจากช่อง DataRockie ไลฟ์สดกับคุณคะน้า ผ่องพิสุทธิ์ จงอุดมสุข (ฝรั่งอั่งม้อ: FarangAngmor)
ทำไมคุณคะน้าถึงสอน AI มากขึ้น / AI for Research
คุณคะน้า บอกว่า ตอนแรกเริ่มจากสอน ChatGPT เพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษ เช่น ถ้ามีอีเมล แล้วอยากเขียนให้เก่งขึ้น ต้องทำยังไง พอหลัง ๆ ก็เริ่มแชร์เรื่องการใช้ tools มา leverage เรื่องการเรียนรู้ การสื่อสาร Topic มาช่วยปลดล็อคงานที่ทำและที่สอนจนถึงทุกวันนี้ คือ AI for Research
ภาษาอังกฤษไม่ต้องเรียนแล้วจริงไหม เพราะ AI แปลได้หมด?
- คุณทอย บอกว่า มีคนบอกว่า ต่อไปไม่ต้องเรียนภาษาแล้ว AI คุยให้ได้หมด
- คุณคะน้า ตอบว่า แล้วแต่เป้าหมายของแต่ละคนค่ะ ถ้าต้องการแค่ Basic เช่น ไปต่างประเทศ สั่งอาหาร จองโรงแรม AI translate ก็พอช่วยได้
- แต่ถ้าจะสื่อสารลึกจริง ๆ ภาษาเกี่ยวกับวัฒนธรรม บริบท, literal translation มีข้อจำกัด ยิ่งเป็นงานที่ต้องพรีเซนต์ เวที, งานองค์กร มันมีหลาย layer การสื่อสารด้วยตัวเองยังเป็นเสน่ห์ และเป็น asset มาก
- ใน corporate ช่วงหลัง งานที่เข้ามาเยอะ คือ Presentation กับ Speaking เพราะ AI ช่วย basic ได้ แต่พูดให้มั่นใจ พูดให้มีคาริสม่า ยังสำคัญมาก
วิธีฝึกภาษาแบบเป็นระบบและเลิกติดกับดัก ความเป๊ะ
- คุณคะน้า ตอบว่า English is not a talent, a system ไม่ใช่ว่าเกิดมา แล้วเก่งภาษา แต่คือ สร้างระบบที่เหมาะกับเรา ปัญหาที่คนเจอบ่อย:
- เรียนเท่าไหร่จำไม่ได้
- เน้น Accuracy มาก แต่ไม่คล่อง (fluency)
- เรียนเพื่อสอบ แล้วสอบเสร็จลืม
มันไม่ใช่ you แต่มัน คือ way you learn และเราสามารถเปลี่ยนวิธีเรียนได้
Goal ต้องชัด เก่งไปเพื่ออะไร
- คุณคะน้า ตอบว่า ให้ตอบคำถามกับตัวเอง 3 อย่างนี้:
- จะใช้ภาษาที่ไหน
- จะคุยกับใคร
- จะพูดเรื่องอะไร
- คุณทอย ตอบว่า ของพี่เป้าหมายชัดเลย คือ เรียน ป.โทให้จบ เกรดน่าพอใจ อยากพาพ่อแม่ไปงานรับปริญญาที่อังกฤษ อยากใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น
ใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะพัฒนา?
- คุณคะน้า บอกว่า ตอบเป็นเวลาตายตัวไม่ได้ ต้องดู 3 อย่าง:
- ตอนนี้เริ่มที่เท่าไหร่
- อยากไปไกลแค่ไหน
- เดินได้ถี่แค่ไหน (ความถี่สำคัญกว่า duration)
ยกตัวอย่างเช่น ลองทำต่อเนื่อง 7–10 วัน จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง บางคนเห็นผล 7 วัน 10 วัน 15 วัน เพราะกฎของการลงมือทำต่อเนื่อง
สูตรลับ I-O-C: หัวใจของการเรียนให้เก่งจริง
- คุณคะน้า บอกว่า การเรียนภาษาไม่ใช่แค่เรื่องของพรสวรรค์ แต่ คือ การวาง System ที่ดีครับ ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก:
- Input (30%): เลือก input ที่
- Relevant
- Interesting
- ไม่ง่ายเกินไป และไม่ยากเกินไป (right challenging)
- ไม่ต้องคาดหวังเข้าใจ 100%
- ถ้าเข้าใจ 100% แปลว่า มันง่ายเกินไปสำหรับเรา
- Output (70%): นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่พลาด! ครูคะน้าแนะนำสูตร Input 3 : Output 7 การจะจำได้ยาวๆ ต้องฝึกดึงข้อมูลออกมาใช้บ่อยๆ เช่น
- ใช้ Tricks ง่ายมาก: จับคู่ input กับ output
- ดูหนัง → pause แล้วพูดตาม
- ได้ประโยคที่ชอบ → เอามาเขียนในบริบทของตัวเอง
- อยากจำคำศัพท์ → แต่งประโยคเอง แล้วให้ AI ช่วยแก้
- กลุ่มที่จำได้ดีกว่า คือ กลุ่มที่เขียนเยอะ
- Consistency: วินัย คือ อิสรภาพ การเรียนวันละนิดแต่สม่ำเสมอ (Distributed Learning) เช่น วันละ 30 นาที ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า การอัดเรียนรวดเดียว 4 ชั่วโมง (Cramming) เพราะสมองต้องการเวลาในการจัดระเบียบข้อมูลครับ
- ตัวอย่าง 4 ชั่วโมงเท่ากัน:
- อ่านรวดเดียว 4 ชั่วโมง
- แบ่ง 4 วัน วันละ 1 ชั่วโมง
- แบ่ง 8 วัน วันละ 30 นาที
- แบบที่กระจายเวลาจะจำได้ดีกว่า
- คุณทอยบอกว่า คล้าย pomodoro เลย เรียนแล้วพัก ที่ยากสุดจริง ๆ คือ consistency ทำทุกวันนี่แหละโคตรยาก
- ตัวอย่าง 4 ชั่วโมงเท่ากัน:
ตัวอย่างการใช้ AI ช่วยฟัง/พูด/เรียน (ที่พูดในไลฟ์)
- คุณคะน้า บอกว่า เช่น
- พวก Meeting Note Taker /Transcription Tools ฟังแล้วถอดเสียง
- อัดเสียง Meeting แล้วเอาเข้า NotebookLM ให้ช่วยสรุป/แปล/ถามต่อ
- Text-to-Speech เช่น NaturalReaders เอา script ไปให้ native voice อ่านให้ฟัง
- ใช้ Gemini/Google Docs ช่วย rewrite/expand/ปรับสำนวน
- ให้ AI สร้างแผนฝึกแบบ daily plan ตาม goal และเวลาที่มี
- ให้ AI สร้างชุดคำศัพท์เฉพาะสายงาน และตัวอย่างประโยค แล้วเราลองแต่งเองให้มันตรวจ
ข้อสรุป:
ในยุค AI คนที่โตไว ไม่ใช่คนที่รู้เยอะที่สุด เป็นคนที่สื่อสารความรู้ ให้คนอื่นเข้าใจได้เร็วที่สุด


