Amazon แตะหลักหุ่นยนต์ครบ 1 ล้านตัวแล้วในโกดังทั่วโลก จึงเปิดตัว DeepFleet โมเดล Generative AI ใหม่ คุมเส้นทางหุ่นยนต์ให้วิ่งฉลาดขึ้นทันที ผลจริง คือ ลดเวลาวิ่ง 10 % ต้นทุนขนส่งต่ำลง–ลูกค้าได้ของเร็วขึ้น

ตอนนี้ 75 % ของออเดอร์ทั่วโลกมีหุ่นร่วมงานกับคนแล้ว เริ่มใช้ SageMaker เทรนด้วยข้อมูลคลังมหาศาลของ Amazon
โมเดลเรียนรู้ต่อเนื่อง ยิ่งใช้ ยิ่งหาทางลัดใหม่ ๆ ผลิตหุ่นในสหรัฐฯ แต่ติดตั้งกว่า 300 ศูนย์ทั่วโลก ตั้งแต่ปี 2019 อัปสกิลพนักงานสายเทคนิคไปแล้ว 700k+ คน
ทำไมน่าสนใจ
- ส่งของไวขึ้นแบบวัดผลได้
- พลังหุ่น + คน ลดงานยกหนัก เพิ่มตำแหน่งงานเทคนิค
- เส้นทางสั้นลง = ใช้พลังงานน้อยลง ช่วยเป้าหมาย net-zero
ฟีเจอร์
- คุมจราจรหุ่นยนต์ทั้งคลังแบบเรียลไทม์ ลดความแออัดในทางเดิน
- เพิ่มความเร็วการเดินทางของกองหุ่นยนต์เฉลี่ย 10 % ตั้งแต่วันแรกที่ใช้งาน
- AI เรียนรู้ต่อเนื่อง ยิ่งวิ่งยิ่งวางแผนเส้นทางแม่นขึ้นเอง
- เลือกเส้นทางสั้นสุดอัตโนมัติ ลดจุดติดขัดระหว่างชั้นเก็บของ
- เทรนด้วยข้อมูลเคลื่อนย้ายสินค้าขนาดมหาศาลบน Amazon SageMaker โดยตรง
- จัดตำแหน่งสต็อกให้อยู่ใกล้ลูกค้ามากขึ้น จบงานหยิบส่งได้ไวกว่าเดิม
- วิ่งน้อยลง = ใช้พลังงานและต้นทุนลดลง เห็นผลชัดในระดับระบบ
- สเกลได้ถึงหุ่น 1 ล้าน+ ตัวใน 300 + ศูนย์ครอบคลุมทั่วโลก รองรับคลังรุ่นใหม่ที่หุ่นหนาแน่นขึ้น
- ประโยชน์
- ลูกค้าจ่ายค่าส่งถูกลง เห็นชัดในหน้าเช็กเอาต์
- รอบจัดส่งสั้นลง หลายเมืองได้ของภายในวันเดียว
- พนักงานปลอดภัยขึ้น เพราะให้หุ่นยกของหนักแทน
ราคาและการใช้งาน
- เฉพาะศูนย์ Amazon ยังไม่เปิดขายภายนอก
- DeepFleet ฝังในโครงสร้าง AWS เดิม ไม่ต้องหยุดคลังอัปเกรด
ข้อสรุป
DeepFleet เปลี่ยนเกมโลจิสติกส์ให้เร็ว-ถูก-ยั่งยืน ส่งของถึงลูกค้าไว ต้นทุน-พลังงานลด พนักงานปลอดภัยขึ้นและได้ขยับไปทำงานเทคนิคที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เหมาะกับธุรกิจ E-Commerce ที่อยากยกระดับการคลัง




