5 มกราคม 2569 Silicon Valley Girl หรือ คุณ Marina Mogilko ได้สัมภาษณ์กับคุณ Mel Robbins เพื่อแบ่งปันกลยุทธ์ในการก้าวข้าม ความกังวล และการสร้างความสำเร็จในช่วงเวลาที่โลกมีความไม่แน่นอนสูง

เปลี่ยนความกังวลเป็นความชัดเจนและการควบคุม

  • คุณ Mel Robbins บอกว่า ความกังวลไม่ใช่โรค แต่เป็นสัญญาณเตือน (Alarm) ในร่างกาย

วิธีที่คนส่วนใหญ่พลาด คือ พยายามหนีมัน แต่หัวใจสำคัญ คือ การยอมรับว่า มันเกิดขึ้นเพราะเรากำลังกังวลกับอนาคตที่เราควบคุมไม่ได้

ทางแก้ คือ การดึงตัวเองกลับมาอยู่กับความเชื่อมั่นว่า เรามีความสามารถพอที่จะจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แม้มันจะยังมาไม่ถึงก็ตาม

วิธีหยุดความกังวลตอนกลางคืน: กรอบความคิด 3 ระดับ

  • คุณ Mel แนะนำให้จัดการความกังวลใน 3 ระดับ:
  1. ระดับการยอมรับ: เข้าใจก่อนว่า ความประหม่าต่อเรื่องที่คุมไม่ได้คือ เรื่อง ปกติ
  2. ระดับภาษา: เลิกพูดว่า ฉันเป็นโรคกังวล (I have anxiety) แต่ให้เปลี่ยนเป็น ฉันรู้สึกกังวลเพราะ… (I feel anxious because…) เพื่อแยกตัวตนของเราออกจากอารมณ์
  3. ระดับเครื่องมือ: ใช้เทคนิคจัดการร่างกายและจิตใจเพื่อแยกตัวเองออกจากสัญญาณเตือนนั้น

เครื่องมือทางปฏิบัติเพื่อสงบความกังวลและหยุดคิดฟุ้งซ่าน

  1. Brain Dump (To-do list ก่อนนอน): เขียนทุกอย่างที่กังวลหรือยังไม่ได้ทำลงบนกระดาษข้างเตียง งานวิจัยจาก Harvard บอกว่า มันช่วยให้หลับเร็วขึ้น 8-10 นาที เพราะสมองจะยอมปิดแท็บ ที่เปิดค้างไว้เมื่อรู้ว่าข้อมูลถูกบันทึกไว้แล้ว
  2. การวางมือบนหน้าอก: เมื่อตื่นมากลางดึกแล้วใจสั่น ให้วางมือบนหน้าอก หายใจลึกๆ แล้วบอกตัวเองว่า ตอนนี้ฉันโอเค และฉันมีความสามารถที่จะผ่านมันไปได้

การใช้ AI เป็นโค้ชส่วนตัว (ในทางที่ถูก)

  • คุณ Mel บอกว่า อย่าใช้ AI แค่ถามข้อมูลทั่วไป แต่ให้ใช้เพื่อ Validate (ยืนยัน) อารมณ์ เช่น บอก AI ว่าเราเจอเรื่องแย่อะไรมา แล้วให้มันช่วยปลอบโยน ให้กำลังใจ และเสนอ 3 สิ่งที่เราพอจะทำได้ตามหลักวิจัยเพื่อให้เรารู้สึกมีอำนาจในการจัดการชีวิตอีกครั้ง

ควรลาออกเพื่อไปเริ่มอะไรใหม่ไหม?

  • อย่าเพิ่งลาออก ให้ใช้งานประจำของคุณเป็นแหล่งเงินทุนเลี้ยงชีพ แล้วใช้เวลาว่าง (ที่ส่วนใหญ่คนมักจะเสียไปกับการดูชีวิตคนอื่นออนไลน์) มาสร้างสิ่งใหม่ เมื่อคุณจริงจังกับการปกป้องเวลาของตัวเอง คุณจะพบว่าคุณมีเวลาเหลือเฟือที่จะสร้างอนาคต

แบบฝึกหัด Friction Exercise ค้นหาสิ่งที่ต้องการจริงๆ

  • ขีดเส้นแบ่งกลางกระดาษ:
  1. ฝั่งซ้าย: เขียนทุกอย่างที่เป็น Friction ในชีวิต สิ่งที่คุณเกลียด สิ่งที่ทำแล้วเหนื่อยใจ
  2. ฝั่งขวา: เขียนสิ่งที่ไปได้สวย หรือช่วงเวลาที่คุณเคยมีความสุขที่สุดในอดีต

แบบฝึกหัดที่ 2: ความอิจฉาบอกความปรารถนาที่แท้จริง

  • ความอิจฉา (Jealousy) คือ ข้อมูลที่แม่นยำมาก เพราะเราจะไม่อิจฉาในสิ่งที่เราไม่ได้อยากได้ เช่น Mel ไม่อิจฉาคนขับรถหรูเพราะเธอไม่อยากได้มัน แต่เธออิจฉาคนที่ผลิตวิดีโอเก่งๆ เพราะลึกๆ เธออยากเก่งแบบนั้น ดังนั้นจงเปลี่ยนความอิจฉาให้เป็นแผนที่นำทางสู่อนาคต

เมื่อคุณเริ่มลงมือทำตามสิ่งที่อิจฉา ความอิจฉาจะเปลี่ยนเป็นแรงบันดาลใจทันที จงใช้มันเป็นเข็มทิศเพื่อบอกว่าคุณควรเดินไปทางไหน

วิธีตัดสินใจว่า โอกาสไหนคุ้มค่ากับเวลา

  • ใช้กฎ Outcome-based: ก่อนรับนัดหรือไปงานไหน ให้ถามว่า ต้องเกิดอะไรขึ้น ฉันถึงจะรู้สึกว่างานนี้คุ้มค่าเวลา?
  • อย่าไปงานเพียงเพราะควรจะไป แต่จงไปพร้อม เป้าหมาย เช่น ต้องได้ผู้ติดต่อ 7 คน หรือได้คุยกับคนๆ หนึ่งให้ได้

กฎของ Mel: ขอบเขต โฟกัส และการเพิ่มประสิทธิภาพ

  1. มือถือ: ไม่พกติดตัวตลอดเวลา วางไว้บนโต๊ะหรือเสียบปลั๊กทิ้งไว้อีกมุมของห้อง
  2. การเดินทาง: ไม่รับงานวันจันทร์และศุกร์
  3. วันหยุด: ไม่ทำงานวันเสาร์-อาทิตย์เด็ดขาด
  4. ความชัดเจน: ต้องรู้ว่า งานที่สำคัญที่สุดอันเดียวในสัปดาห์นี้คืออะไร

ทำไมการพูดว่า ไม่ ถึงเปลี่ยนทุกอย่าง

  • คุณ Mel บอกว่า เมื่อคุณปฏิเสธ คุณกำลังสร้างมูลค่าให้กับเวลาของตัวเอง คนจะเริ่มตั้งคำถามว่าต้องทำยังไงถึงจะได้คิวคุณ และมันจะทำให้คุณได้รับโอกาสที่มีคุณภาพสูงขึ้น

Let Them (ปล่อยเขาไป) และ Let Me (ให้ฉันจัดการตัวเอง)

  1. Let Them: ป่อยให้คนอื่นคิด ทำ หรือเข้าใจเราผิดไปตามใจเขา เพราะเราคุมเขาไม่ได้
  2. Let Me: ดึงพลังกลับมาที่ตัวเองว่า ฉันจะตอบสนองยังไง และทัศนคติของฉันเป็นยังไง

การอนุญาตตัวเองและความเชื่อมั่นในตัวเอง

  • ความเชื่อมั่นไม่ได้มาจากการคิด แต่มันสร้างได้จากการทำให้ตัวเองดู
  • จงสร้างความเชื่อใจให้ตัวเองด้วยการลงมือทำตามค่านิยมของตัวเองทีละขั้นตอน และอนุญาตให้ตัวเองยอมรับว่า ตอนนี้ฉันยังไม่พอใจชีวิต และฉันมีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนมัน

ข้อสรุป:

จงเปลี่ยนความกังวลให้เป็นพลังด้วยการหยุดสงสัยในตัวเอง แล้วหันมาเชื่อมั่นว่า คุณมีศักยภาพมากพอที่จะรับมือและก้าวผ่านทุกอุปสรรคที่ไม่แน่นอนในอนาคตได้เสมอ และสร้างความเชื่อใจให้ตัวเองผ่านการลงมือทำจริงทีละนิดตามค่านิยมที่ยึดถือ เพื่อพิสูจน์ว่า คุณคือ คนที่คุมชะตาชีวิตและพร้อมเติบโตไปสู่ความสำเร็จในจังหวะของตัวเอง

Source:

Youtube