20 สิงหาคม 2568 บริษัท DeepSeek ปล่อย DeepSeek V3.1 AI ตัวใหญ่ที่ทะเยอทะยานที่สุดของบริษัทแบบเงียบ ๆ ขนาด 685 พันล้านพารามิเตอร์ เขย่าโลกด้วยการเปิดให้เข้าถึงแบบ Open-Source เก่งพอ ๆ กับ Claude 4.1 Opus, OpenAI GPT-5

DeepSeek V3.1 AI รองรับ Context ยาวถึง 128,000 tokens ประมาณหนังสือ 400 หน้า ตอบสนองได้ไวกว่า AI Reasoning ตัวอื่น ๆ นอกจากนี้ โมเดลรองรับ Tensor Formats หรือชนิดตัวเลขที่เก็บค่า Tensor หลายแบบ ตั้งแต่ BF16, F8_E4M3, F32 แบบทดลอง ซึ่งมีผลต่อความเร็ว หน่วยความจำ และความแม่นยำของผลลัพธ์

ส่วนต้นทุนถูกลง วัดจาก โจทย์เขียนโค้ด 1 งานราว $1.01 แต่คุณภาพเทียบชั้น Closed-Source ราคาแพง (ระดับหลาย 10 ดอลลาร์/Case) ดีต่อทีมที่มีทราฟฟิกสูงมาก ๆ

บริษัท Big Tech ของสหรัฐฯ เจอมรสุมใหญ่ จะฝ่าวิกฤตนี้อย่างไร?

  • บริษัท AI อเมริกันเจอโจทย์ใหญ่ ถ้า Open Source ทำผลงานไล่ทัน แบบยืดหยุ่นกว่าและถูกกว่า ข้อได้เปรียบของระบบปิดก็หดลง บริษัทจะต้องพิสูจน์ คุณค่าเหนือกว่าแบบจับต้องได้ เพื่อคงราคาพรีเมียม เป็นการส่งสัญญาณของการเปลี่ยนเกม ว่า AI ชั้นแนวหน้าจะถูกพัฒนา แจกจ่าย และถูกควบคุมอย่างไร อาจส่งผลต่อการแข่งขันเทคฯ ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

ข้อสรุป:

ความสำเร็จของ DeepSeek ชี้ว่า ความสามารถระดับ Frontier ไม่จำเป็นต้องพึ่งทรัพยากรมากและ Closed-Source แบบอเมริกันเสมอไป ทีมขนาดเล็กที่โฟกัสดีและใช้วิธีต่างออกไป ก็ทำผลงานทัดเทียมได้

Source:

Venturebeat, X