ChatGPT, Claude, Gemini และอื่น ๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่หารู้ไหมว่า ก่อนจะมาถึงเรื่องราวที่มีผู้ช่วยส่วนตัวนั้น กว่าจะมาเป็น AI ต้องย้อนกลับไป หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีคนคนหนึ่งเปลี่ยนโลก ด้วยเพียงตั้งชื่อว่า AI ไปเลย มีชื่อว่า John McCarthy และโลกทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงมาเรื่อย ๆ จนถึงทุกวันนี้
ก่อนที่ AI จะมีชื่อ
เมื่อเกือบร้อยปีก่อน ก่อนจะมีคำว่า AI และคอมพิวเตอร์จะเล็กลงจนใส่กระเป๋าได้, ก่อน ChatGPT จะตอบคำถามแทนเราได้ในเสี้ยววินาที มีคำถามหนึ่งถูกตั้งขึ้นมาว่า เครื่องจักรจะสามารถคิดได้ด้วยตัวเองไหม
การกำเนิดของ AI อย่างเป็นทางการ
หลังจากยุค Alan Turing ค.ศ.1950 ไป ในปี 1956 ที่ Dartmouth College ในสหรัฐฯ มี Workshop ฤดูร้อนเล็ก ๆ ซึ่งกลายเป็นจุดกำเนิดของ AI อย่างแท้จริง ผู้เสนอแนวคิดนี้ คือ John McCarthy อาจารย์คณิตศาสตร์จาก Dartmouth
ผู้บัญญัติคำว่า Artificial Intelligence เพื่ออธิบายแนวทางใหม่ของการทำให้เครื่องจักรมี ความฉลาด
- เขาคิดไว้แล้วว่า ไม่อยากใช้คำว่า Cybernetics เพราะมันหมายถึงระบบควบคุม ไม่ใช่การ คิด ดังนั้นเขาจึงกำหนดนิยามว่า วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมในการสร้างเครื่องจักรที่ฉลาด
ยังมีคนที่ให้กำเนิดความหมายของ AI อย่างอื่น
- ในห้องนั้นมีคนที่จะกลายเป็นตำนานของวงการ AI:
- John McCarthy ผู้บัญญัติคำว่า AI
- Marvin Minsky ผู้ร่วมก่อตั้งห้องทดลอง AI ที่ MIT
- Claude Shannon บิดาแห่งทฤษฎีสารสนเทศ
- Nathaniel Rochester ผู้ออกแบบ IBM 701
- Allen Newell & Herbert Simon ผู้พัฒนา Logic Theorist โปรแกรมพิสูจน์ทฤษฎีแรก
– พวกเขาพูดถึง เทคโนโลยี และอนาคตของ ความคิด ความฉลาด ที่อาจไม่จำเป็นต้องมาจากมนุษย์
ความฝันที่ยังไปไม่ถึง
หลังเวิร์กช็อป หลายปีผ่านไป AI ถูกมองว่าเป็นอนาคตที่ใกล้มาก:
- คอมพิวเตอร์สามารถแก้โจทย์คณิตศาสตร์
- พูดภาษาอังกฤษได้บ้าง
- บางคนเชื่อว่าอีกไม่นาน เครื่องจักรจะฉลาดเท่ามนุษย์
แต่แล้วปัญหาก็ตามมาในช่วง ยุค 1970–1990s AI ถูกมองว่าเป็น ฝันลม ๆ แล้ง ๆ เพราะเทคโนโลยีไม้เป็นไปตามความคาดหวัง
AI Winter ยุคที่ AI สะดุดลง
ในช่วงปี 1970s–1990s ความหวังลดลง คอมพิวเตอร์ยังไม่แรงพอสำหรับไอเดียสุดล้ำ งานวิจัยไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ เงินทุนหยุดไหล โลกเริ่มสงสัยว่า:
AI คือ ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ หรือ?
– หลังจาก AI Winter ในยุคการพัฒนาคอมฯ ก็มาเป็น Windows, Microsoft, Google, Adobe ก็ถือกำเนิด
ปี 2012 AI กลับมาอีกครั้ง
AI กลับมาพูดถึงอีกครั้ง ด้วยเทคโนโลยีใหม่อย่าง:
– Machine Learning
– Deep Learning
AI เปลี่ยนแนวทาง จากพยายาม เลียนแบบมนุษย์ มาเน้น ทำงานเฉพาะด้าน เช่น การแยกภาพ (Image Recognition), การแปลภาษา (Translation) , การคาดการณ์พฤติกรรมผู้ใช้
ที่สำคัญ AI เริ่มสร้างรายได้จริงในโลกธุรกิจ จึงไม่แปลกที่ปัจจุบัน AI ไม่กลับเข้าสู่ AI Winter อีก
AI อยู่ตรงไหนในวันนี้?
AI ปัจจุบันยังไม่เทียบเท่ามนุษย์ แต่พัฒนาอย่างรวดเร็ว มีความสามารถ:
1. เข้าใจภาษาธรรมชาติ (NLP)
2. สร้างเนื้อหาได้ (Generative AI)
3. วิเคราะห์ Big Data ได้ภายในไม่กี่วินาที
4. ใช้งานจริงในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การแพทย์, การเงิน, การขนส่ง
AI ในโลกปัจจุบัน
– ภายใน 45 ปี นักวิจัยเชื่อว่า AI จะสามารถทำงานได้ดีกว่ามนุษย์ในทุกด้าน
– ภายใน 120 ปี AI อาจแทนที่แรงงานมนุษย์ได้ทั้งหมด
AI ปัจจุบันใช้จริงใน:
– การแพทย์ (วินิจฉัยโรคจากภาพเอ็กซเรย์)
– การเงิน (ตรวจจับการโกงบัตรเครดิต)
– การบริการลูกค้า (Voice Bots, Chatbots)
– อุตสาหกรรม (ระบบอัตโนมัติ)
ทุกวันนี้ หากไม่มีแนวคิดพื้นฐานของ McCarthy พวกเครื่องมืออย่าง OpenAI’s GPT-4o, o3 pro หรืออื่น ๆ ก็คงไม่เกิดขึ้นในปัจจุบัน งานพื้นฐานของแมคคาร์ธีในเรื่อง การให้เหตุผลเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Reasoning), การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) และ ระบบอัตโนมัติ (Autonomous Systems) ได้วางรากฐานไว้สำหรับสิ่งที่เรียกว่า Agentic AI
แต่เราต้องมองอีกมุมนึงว่า AI คือ กระจกสะท้อนของมนุษย์ เพราะบางครั้ง AI อาจจะทำในสิ่งที่มันเลวร้ายหรือมากกว่าที่มนุษย์คิดไว้ก็ได้
ข้อสรุป:
ยุคแรกของ AI เริ่มจาก คำถามธรรมดา ที่มีพลังมหาศาล และสร้างการเปลี่ยนแปลงของโลกครั้งใหญ่ ตั้งแต่คอมฯ ขนาดเท่าห้องนอน จนถึง AI ที่สามารถเขียนบทความหรือทำงานบางอย่าง แทนเราได้ สิ่งที่เราควรระลึกเสมอก็คือ AI ไม่ได้มาแทนที่มนุษย์ แต่เป็นเครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อขยายขอบเขตของความเป็นไปได้
Source:
History of Data Science, Teneo AI, India AI, Techsauce, JMC Stanford




