6 ธันวาคม 2568 ทาง SCMP เขียนข่าวว่า รายงานของ UNDP (United Nations Development Programme) บอกตรง ๆ ว่า ถ้าเราไม่จัดการดี ๆ สิ่งที่จะตามมา คือ Great Divergence (โลกที่ คน/ประเทศที่พร้อมใช้ AI จะยิ่งรวยขึ้น แซงไปไกล ส่วน คน/ประเทศที่ไม่พร้อม ไม่ได้ใช้ หรือไม่มีโอกาสใช้ AI จะยิ่งตามไม่ทัน ถูกทิ้งห่างกว่าเดิม)
วันนี้ในอาเซียนมีข่าวร้ายว่า AI จะมาแย่งงาน แต่สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ เราเห็นเคสคนทำงานสายเทคในกัวลาลัมเปอร์ (มาเลเซีย) ต้องช่วยเทรนระบบ AI อยู่หลายสัปดาห์ จากนั้นบริษัทประกาศ Restructuring
แล้วจบด้วยคำว่า เลิกจ้าง ทุกคนรู้ว่า เกมมันเปลี่ยนแล้ว
ทั่วอาเซียน มีคนนับล้านที่กำลังเผชิญความเสี่ยงคล้าย ๆ กัน ขณะที่ AI กำลังปรับรูปแบบโมเดลธุรกิจของบริษัทต่าง ๆ ใหม่ ลบตำแหน่งงานเดิมทิ้ง และสร้างบทบาทหน้าที่ใหม่ขึ้นมา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า อาจกลายเป็นความปั่นป่วนครั้งใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุคปัจจุบัน
เส้นแบ่งมันไม่ใช่
- คนที่ใช้ AI vs คนที่ไม่ใช้ AI แต่เป็นคนที่ใช้ AI แค่ถามเล่น ๆ กับคนที่ใช้ AI เพื่อสร้างรายได้ ขยายธุรกิจ และอัปเกรดตัวเองจริง ๆ
- ในไทยเอง 10% แรกของประเทศ ถือทรัพย์สินไปแล้วประมาณ 70% ถ้า AI เข้าไปช่วยคนกลุ่มที่พร้อมอยู่แล้วให้โตเร็วกว่าเดิม แต่คนอีกฝั่งไม่มีทักษะ ไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีโอกาสเรียนรู้
AI Trainer ชาวไทยอย่าง Prin Chamroenpanich ผู้ก่อตั้ง Artificial & Emotional Intelligence of You (AEIOU) ให้สัมภาษณ์ว่า ช่องว่างด้านความรู้และทักษะเกี่ยวกับ AI ในไทยตอนนี้ใหญ่มากแล้ว และกำลังขยายตัวเร็วมาก ประเทศไทยใช้ AI กันเยอะก็จริง แต่ถ้าพูดถึงขีดความสามารถฝนกรใช้ AI จริง ๆ คนส่วนใหญ่ยังใช้งานแบบเพียงผิวเผินมาก ๆ
อีกมุมหนึ่ง มันไม่ได้มืดมนไปหมด ตามมุมมองของ Yusuff Ismadi ผู้อำนวยการฝ่าย Art ด้านโฆษณาในกัวลาลัมเปอร์ เชื่อว่า AI ไม่จำเป็นต้องมาทำลายงานสาย Creative เสมอไป
ข้อสรุป:
AI เริ่มเข้ามาแทนคนทำงานในอาเซียนแล้ว อย่างงาน Routine, งานหลังบ้าน ทำให้หลายคนถูกลดคนและเสี่ยงตกงานมากขึ้น ทาง UNDP เลยเตือนว่า ถ้าไม่จัดการให้ดี จะเกิดโลกแบบใหม่ที่คนหรือประเทศที่พร้อมเรื่อง AI จะพุ่งไปไกล ส่วนอีกฝั่งที่ไม่ทันหรือเข้าไม่ถึงจะถูกทิ้งห่างหนักกว่าเดิม




